เช้าวันหนึ่งขณะนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะของเธอตามปกติ จอห์นก็โผล่หน้าออกมาจากห้องทำงานขอให้เธอค้นแฟ้มเอกสารแฟ้มหนึ่งให้เขา พราวพรายลุกไปเปิดตู้เอกสาร หาพบแล้วก็นำเข้าไปให้เขาในห้อง จอห์นซึ่งกำลังพูดวิทยุโต้ตอบอยู่กับใครสักคนรับแฟ้มจากเธอ มาเปิดหาข้อมูลอะไรบางอย่างแล้วพูดวิทยุต่อไป เมื่อเหลือบเห็นถ้วยกาแฟใบใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าเขาว่างเปล่า  หญิงสาวก็นำถ้วยใบนั้นออกไปจัดการชงกาแฟให้เขาใหม่ แล้วนำมาวางไว้ให้บนโต๊ะตามเดิม จอห์นติดกาแฟ เขามักจะดื่มติดต่อกันวันละหลายถ้วย  หลังจากนั้นก็เดินเพื่อจะออกจากห้องกลับไปทำงานที่ค้างไว้ต่อ แต่จอห์นซึ่งตอนนั้นเลิกพูดวิทยุแล้วเรียกเธอให้หยุดแล้วบอกเธอว่า

                เดี๋ยวตอนบ่ายโมงคนของนิคจะมารับของที่อยู่ในห้องโน้น ช่วยจัดการดูแลให้ด้วย เพราะตอนบ่ายฉันอาจจะไม่อยู่

พราวพรายรู้ว่าห้องโน้นของเขาหมายถึงห้องเก็บพัสดุเล็กๆ ที่ตอนนี้มีกล่องขนาดกลางปิดผนึกแน่นหนาวางเรียงกันอยู่สามใบ ที่เธอรู้มาล่วงหน้าแล้วว่าจะมีคนมารับ แต่เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าของดังกล่าว จะถูกส่งไปที่หน่วยของนิคในเวียตนาม นิคนั้นเงียบหายไปเกือบสองเดือนแล้ว หญิงสาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แรกๆที่เขาไม่มาเธอก็รู้สึกดีใจอยู่บ้าง ที่จะไม่ต้องมีใครมาทำหน้าบึ้งหรือทำตาดุใส่ เวลาที่เธอทำอะไรแผลงๆหรือทำตามใจตัวเอง บางครั้งยังอดคิดไม่ได้ว่า รู้งี้ไม่แต่งด้วยดีกว่า นึกว่าจะได้แฟนมาคอยเอาใจตามใจ  พาไปเที่ยว กลายเป็นได้พ่อคนที่สองมาสั่งโน่นห้ามนี่มากยิ่งกว่าพ่อแท้ๆเสียอีก  แต่พอเขาหายไปนานเข้าเธอก็เริ่มคิดถึง รอคอย น้อยใจแล้วต่อมาก็พาลโกรธ แม้บางครั้งเขาจะฝากจอห์นซึ่งติดต่อกันทางวิทยุอยู่เป็นประจำ ให้มาบอกเธอว่าเขามีงานสำคัญยังมาหาเธอไม่ได้ก็ตาม ช่วยไม่ได้หรอกที่พราวพรายจะแอบนึกโกรธว่างานอะไรจะสำคัญนักหนา สำคัญกว่าเธออย่างนั้นหรือ แม้จะพยายามทำท่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แต่เธอก็เพิ่งอายุเพียงยี่สิบสองปีเท่านั้นเอง คงเป็นไปได้ยากที่จะห้ามไม่ให้คิดอะไรแบบเด็กๆในบางครั้ง

จอห์นซึ่งเห็นหน้าบึ้งๆของเธอตอนที่รับคำเขาว่า ค่ะ  นึกขึ้นมาได้ว่านิคไม่ได้เข้ามาอุบลฯนานแล้ว  และหญิงสาวคนนี้คงจะโกรธหรือน้อยใจเพราะไม่เข้าใจงานของเขา ก็กล่าวกับเธอว่า มีอะไรจะฝากไปให้นิคหรือเปล่าล่ะ ถ้ามีก็ฝากทหารที่จะมารับของไปได้เลย ช่วงนี้นิคคงยังมาที่นี่ไม่ได้หรอก

สีหน้าของพราวพรายเปลี่ยนไปทันทีจากบึ้งตึงเป็นแย้มยิ้ม  ได้หรือคะ  จอห์น

แน่นอน ทำไมจะไม่ได้ล่ะ  เขาพูดยิ้มๆ  เตรียมของไว้แล้วหรือ

มีของแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้แพค เพราะไม่รู้ว่าฝากของส่วนตัวไปกับเฮลิคอปเตอร์ได้  แล้วเธอก็รีบอธิบายต่อ เมื่อเห็นสายตามีคำถามของเจ้านาย  พวกของกินแห้งๆน่ะค่ะ ส่งไปได้ใช่ไหมคะ ไม่มากหรอกค่ะ

คุณจิตราเพิ่งส่งเนื้อเค็มทอด หมูแดดเดียวทอดและน้ำพริกปลาป่นรสไม่จัดนักที่เธอปรุงเอง มาให้ทางไปรษณีย์เมื่อสองสามวันที่แล้ว ซึ่งพราวพรายคิดว่าจะแบ่งเก็บไว้ให้นิคลองรับประทานเมื่อเขามาหาเธอ ตอนนี้เมื่อเขามาไม่ได้เธอก็เลยคิดว่าจะแบ่งฝากไปให้เขา

ถ้างั้นก็รีบกลับบ้านไปแพคให้เรียบร้อยแล้วเอาไปรวมกันไว้กับของสามกล่องนั่นสิ  จอห์นอนุญาตอย่างใจดี

ขอบคุณมากค่ะ จอห์น งั้นฉันไปตอนนี้เลยนะคะ จะรีบไปรีบกลับ

                แต่ก่อนที่พราวพรายจะออกจากห้องไป จอห์นซึ่งรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิคดี แม้จะไม่รู้ถึงขั้นว่าแต่งงานกันแล้วแต่ก็รู้ว่ากำลังคบหากันอยู่  เขาเห็นว่าหนุ่มสาวคู่นี้เหมาะสมกันดี เขารู้ว่าพราวพรายมาจากครอบครัวที่ดี  ส่วนนิคนั้นเขารู้จักมานานแล้วทั้งครอบครัว เพราะจอห์นเคยทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของบิดานิคมาก่อน เขาสังเกตเห็นว่าเธอมีสีหน้าไม่สบายใจมาหลายวันแล้ว ซึ่งก็คงจะมีสาเหตุมาจากชายหนุ่มคนนั้น ก็เสนอขึ้นมาว่า

                พราว ทำไมไม่เอาของนั่นไปให้เขาเองล่ะ

พราวพรายหยุดเดิน ไม่เข้าใจว่าจอห์นหมายความว่าอย่างไร  ให้ฉันเอาไปให้เขาเอง เขากำลังจะมาที่นี่หรือคะ?”

ชายวัยกลางคนส่ายหน้าปฏิเสธ เปล่า เขายังมาไม่ได้หรอก ฉันหมายความว่าเธอจะไปหาเขาที่โน่นก็ได้ ไปกับทหารที่จะมารับของนั่นแหละ นั่งเครื่องไปไม่ถึงสองชั่วโมงหรอก จะอยู่ที่โน่นสักสองสามวันก็ได้ ฉันอนุญาต

                พราวพรายยิ้มหวานออกมาทันทีอย่างดีใจคาดไม่ถึง ไม่รู้หรอกว่าเจ้านายของเธอ ซึ่งนานๆจะได้เห็นยิ้มอย่างเต็มที่ของเธอสักครั้ง นึกในใจอย่างไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนิคจึงมีทีท่าว่ารัก และอาจจะถึงขั้นจริงจังกับผู้หญิงคนนี้ ความจริงเธอเป็นคนสวยมากแต่ชอบทำหน้าบึ้งเสียจนหมดสวย ยิ้มของเธอช่างสดสว่างเสียเหลือเกิน เพราะรอยยิ้มนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ริมฝีปากเย้ายวนที่แย้มออกจากกันเต็มที่ จนเห็นฟันซี่เล็กๆกลมมนที่แวววาวราวกับไข่มุกด์เท่านั้น แต่มันสาดส่องเข้าไปถึงนัยน์ตาดำขลับที่หยาดเยิ้มวาววับ ราวกับมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา 

                ได้หรือคะ จอห์น ให้ฉันไปจริงๆหรือคะ

จริงสิ ฉันจะหลอกเธอไปทำไม ยกเว้นแต่เธอจะไม่อยากไปเท่านั้นแหละ

เขาเย้าเธอเล่นด้วยความเอ็นดูในท่าทางดีอกดีใจเหมือนเด็กๆของเธอ  จอห์นชอบพราวพรายมาก เธอเป็นคนทำงานดีมีความรับผิดชอบสูง และยังเป็นผู้หญิงที่พูดตรงๆไม่เรื่องมากอีกด้วย ซึ่งแน่นอน..ข้อหลังนี่ย่อมแตกต่างกับความเห็นของนิค

                อยากไปสิคะ แต่ที่โน่นเป็นค่ายทหาร ผู้หญิงไปได้หรือคะ ต้องขออนุญาตใครที่โน่นก่อนหรือเปล่า  หญิงสาวยังกังวลว่าการไปของเธอ จะทำให้นิคต้องวุ่นวายมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เขาอาจจะต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อนก็ได้

ไม่มีปัญหาอะไรหรอก  แล้วจอห์นก็ทำหน้ายิ้มๆบอกเธอว่า ถ้าจะต้องขออนุญาตใคร ก็คงเป็นนิคนั่นแหละ ตอนนี้เขารักษาการผู้บัญชาการค่ายอยู่  ก็นี่แหละที่ทำให้เขาไปไหนไม่ได้ ต้องประจำอยู่ที่ค่ายจนกว่าผู้บัญชาการกับรองฯจะกลับมา

หรือคะ 

พราวพรายไม่เข้าใจสายงานอะไรของนิคหรอก และก็ไม่เคยสนใจอยากรู้มาก่อนด้วย เธอรู้แต่เพียงว่าเขาเป็นทหาร ยศตำแหน่งอะไรก็ยังไม่รู้เลยตอนที่เริ่มคบกัน เพิ่งจะรู้จากจอห์นก็ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนโรงพยาบาลนานเป็นเดือนนั่นแหละ ว่าเขาเป็นพันตรีแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ  ชื่อเต็มของเขาคือนิโคลัส เอ็ม.แบรดเลย์ ประจำการอยู่ในเวียตนามเท่านั้น  ตอนนี้เธออยากพบเขาเพราะเขาหายหน้าไปนานเกินไป ตั้งใจไว้แล้วด้วยว่าเจอหน้าเมื่อไรจะต่อว่าต่อขานให้สะใจทีเดียว ไม่เห็นความสำคัญของเธอบ้างหรืออย่างไร ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอต้องการเป็นคนสำคัญที่สุดของเขา แต่ตัวเองไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขาสักเท่าไหร่

                ทันทีนั้นพราวพรายก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำอ้างของนิค  ไม่มีอันตรายอะไรหรือคะที่ค่ายนั่นนะ

               “ไม่มีอะไรหรอก ถ้าอยู่แต่ในค่ายหรือละแวกนั้นจอห์นทำหน้าแปลกใจกับคำถามของเธอ

              “แต่พวกนั้น  เธอหมายถึงพวกเวียตกงตามที่เคยได้ข่าวอยู่บ่อยๆผ่านทางงานที่ทำอยู่  เข้ามาโจมตีบ่อยๆไม่ใช่หรือคะ

               เรื่องโจมตีน่ะมีเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เป็นการซุ่มโจมตีที่อื่น ที่ค่ายน่ะคงไม่มาหรอกเพราะเป็นค่ายค่อนข้างใหญ่  ทหารของเราที่โน่นจะออกไปรบนอกค่าย เวลาโจมตีเราเขาก็จะลักลอบทำตามหน่วยเล็กๆใกล้ๆนั่นแหละ ค่ายใหญ่มีหน้าที่ส่งกำลังพลออกไปลาดตระเวนเป็นระยะๆ ถ้าหน่วยไหนถูกโจมตีก็ต้องส่งกำลังออกไปช่วย 

จอห์นอธิบายอย่างละเอียดเพราะคิดว่าเธอคงกลัวอันตราย อธิบายจบก็ถามต่ออย่างสงสัยว่า  นิคไม่เคยเล่าให้ฟังบ้างหรือ

หญิงสาวยิ้มแห้งๆ สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเฉยเมยเเมื่อตอบเขาว่า  เขาไม่เคยพูดเรื่องงานกับฉันหรอกค่ะ อ้างแต่ว่าไปที่โน่นไม่ได้เพราะอันตราย แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าไม่มีอันตราย ก็แสดงว่าเขาอ้างเพื่อไม่ให้ฉันไปหาเขาสิคะ  ถ้างั้นฉันไม่ไปดีกว่าแล้วเธอก็พูดต่อเหมือนเด็กๆว่า  ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ของก็จะไม่ฝากไปให้ด้วย

                จอห์นอมยิ้ม นึกขันกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมา เหมือนเด็กที่ไม่ได้ดังใจของเธอ  อย่าโกรธเขาเลย เขาคงเป็นห่วงน่ะ ถึงจะคิดว่าพวกนั้นคงไม่กล้ามาวุ่นวายแถวค่าย แต่ของอย่างนี้มันก็ไม่แน่ เกิดอะไรเมื่อไรก็ได้ แล้วอีกอย่าง ที่ผ่านมานิคก็ต้องนำกำลังออกไปปฏิบัติการนอกค่ายบ่อยมาก เขาก็เลยไม่อยากให้เธอไป สู้รอให้เขาว่างแล้วมาหาที่อุบลฯดีกว่า

                แม้จะรู้สึกดีขึ้นกับคำอธิบายของจอห์นแต่พราวพรายก็ยังไม่หายโกรธ นิคเคยอธิบายแบบนี้ให้เธอฟังหรือเปล่าล่ะ ก็เปล่าเลย บอกแต่ว่าอันตรายเท่านั้น บางครั้งเขาก็พูดเล่นพูดหัวเย้าหยอกเธอเหมือนอยู่ในวัยเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่เขาจะขรึมทำท่าเป็นผู้ใหญ่ไม่ค่อยพูดค่อยจา ทำให้เธอไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ความจริงเธอก้ไม่เห็นอยากรู้สักนิดว่าเขาคิดอะไร ดีละ..ไปก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้รู้เสียบ้างว่าถ้าอยากจะไปหาเขาเสียอย่าง เธอก็ไปได้ด้วยตัวเอง ไม่เห็นต้องง้อให้เขามาพาไปเลย

                ตกลงไปใช่ไหม  จอห์นถามต่อเมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบ

ค่ะ ไปดูสักครั้งก็ดีว่าที่โน่นเป็นยังไงบ้าง

แต่แล้วพราวพรายก็ทำหน้าม่อยเมื่อนึกถึงงานขึ้นมาได้  แล้วงานล่ะคะ ฉันมีงานอีกสองสามชิ้นที่ต้องทำให้เสร็จ สงสัยจะไปไม่ได้เสียแล้ว

ไปเถอะ งานที่ค้างน่ะเดี๋ยวจะให้อุษาช่วยทำ เธอรีบกลับบ้านไปเอาของ อย่ามัวแต่ดีใจจนลืมเอาเสื้อผ้าไปด้วยล่ะ

พราวพรายรีรออยู่เดี๋ยวหนึ่งก่อนจะถามเขาว่า  อย่าบอกนิคได้ไหมคะว่าฉันกำลังจะไปหาเขาที่โน่น

                เจ้านายของเธอส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ได้หรอก ฉันต้องแจ้งให้เขารู้ตามกฏ  เพราะเขาต้องควบคุมการเข้าออกในค่ายเพื่อความปลอดภัย เดี๋ยวพอเครื่องออกไปแล้วฉันจะวิทยุไปบอกเขา

                แล้วในที่สุดพราวพรายก็เดินทางมาถึงค่ายในเวียตนามที่นิคประจำการอยู่  เมื่อเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนลานวิ่งในบริเวณค่าย เธอก็เห็นนิคยืนรออยู่แล้ว พร้อมกับทหารสองสามนายซึ่งวิ่งเข้ามาที่ตัวเครื่องทันที ช่วยกันลำเลียงสิ่งของที่บรรทุกมาหลายกล่อง ลงจากเครื่องขึ้นใส่รถบรรทุกเล็กที่จอดรออยู่ นิคเดินเข้ามาหาพราวพราย ยื่นมือมารับตัวเธอลงจากเครื่อง  ฉวยกระเป๋าค้างคืนใบเล็กๆของเธอมาถือไว้ในมือหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งก็โอบบ่าพาเธอไปขึ้นรถจิ๊ปที่จอดอยู่ใกล้ๆ พราวพรายไม่เห็นแววตาของเขา เพราะมันซ่อนอยู่ในแว่นกันแดดสีดำ

                เมื่อรถจิ๊ปที่เขาขับแล่นออกจากลานบินนิคก็หันมาถามว่า มาทำไม อีกไม่กี่วันผมก็จะไปหาอยู่แล้ว

คำถามและสีหน้าเรียบๆไม่แสดงอารมณ์ของเขา ทำให้พราวพรายนึกน้อยใจจนต้องโต้เขากลับทันทีว่า  งั้นเดี๋ยวฉันกลับก็ได้ มีเครื่องไปอุบลฯอีกไหมล่ะ ถ้ามีก็ช่วยส่งฉันกลับด้วย

               นิคหันมามองท่าหน้าเชิดคอแข็งของเธออย่างเอือมๆ ไอ้ท่าแบบนี้แหละที่เธอชอบทำอยู่เป็นประจำเวลาไม่ได้ดังใจขึ้นมา  เดี๋ยวได้กลับแน่ ตอนเย็นจะมีเครื่องไปอุบลฯอีกรอบ นี่เพิ่งบ่ายสามโมงเท่านั้น เครื่องคงจะออกสักห้าโมงเย็น ต้องรออีกสองชั่วโมง ตอนนี้ไปนั่งเล่นที่บ้านก่อนก็แล้วกัน 

                คำพูดเหมือนไม่ยินดียินร้ายว่าเธอจะอยู่หรือจะไป ทำให้พราวพรายอยากจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ ให้แก้วหูคนนั่งข้างๆทะลุไปเลย แต่เมื่อทำไม่ได้เธอก็เลยนั่งเงียบกริบเหมือนบ้าใบ้ แม้เขาจะชวนพูดชวนคุยอีกหลายคำ

                ค่ายแห่งนั้นเป็นค่ายที่มีขนาดเล็กกว่าค่ายที่อุบลฯ พราวพรายเห็นกองบัญชาการที่เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวขนาดใหญ่ มีทหารสะพายปืนยืนยามอยู่ด้านหน้าสองสามนาย เลยไปไม่ไกลเป็นเรือนยาวหลายหลังที่ปิดทึบ มีลักษณะเหมือนที่เก็บของหรือวัสดุอุปกรณ์ มีทหารอาวุธครบมือหลายนายยืนยามอยู่เช่นเดียวกัน มองไปไกลลิบๆเธอเห็นลานกว้าง ที่มีเครื่องบินรบขนาดเล็กจอดเรียงรายอยู่หลายสิบลำ โรงเก็บเครื่องบินหลายหลัง หอคอยหมุนได้รอบตัวสามร้อยหกสิบองศา ที่มีทหารยามถือปืนประจำอยู่ในป้อมข้างบน 

รถแล่นผ่านสถานที่ปลูกสร้างและลานปูนโล่งๆ สลับกับที่รกร้างว่างเปล่าอีกหลายแห่ง และในที่สุดก็แล่นผ่านเรือนไม้ชั้นเดียวเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ห่างๆหลายหลัง มาจอดลงตรงหลังสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

                ถึงแล้ว  ลงมาสิ

                นิคลงจากรถ มือหนึ่งถือกระเป๋าค้างคืนของพราวพราย ส่วนอีกมือหนึ่งก็ส่งมาให้เธอจับ แต่หญิงสาวทำเป็นมองไม่เห็น กระโดดพรวดลงมาด้วยตัวเองแล้วเซถลาเกือบจะล้มลง ดีที่ยั้งตัวเอาไว้ได้ทัน ชายหนุ่มที่ยืนมองเธออยู่เห็นสีหน้าบึ้งตึง ปากเชิดจนเกือบถึงจมูกของเธอแล้ว ก็รู้ว่าเตือนไปก็เปล่าประโยชน์ เธอกำลังโกรธและคงไม่เข้าใจหรอก ว่าที่เขาไม่อยากให้เธอมาที่นี่น่ะ นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว เขาก็ยังไม่มีเวลาจะให้เธอเท่าที่ควรอีกด้วย เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบของเขามีมากโดยเฉพาะตอนนี้ บางครั้งก็มีเรื่องด่วนฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยไม่คาดฝันและไม่เลือกเวลา ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องวางแผนรับมือ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันทันที

                นอกจากนี้นิคยังเป็นคนที่แยกงานกับเรื่องส่วนตัว ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เขาจัดวางครอบครัวไว้ทางหนึ่งและงานของเขาไว้อีกทางหนึ่ง ทำไมเขาจะไม่อยากพบอยากเห็นหน้าพราวพราย ทำไมเขาจะไม่ดีใจที่รู้จากจอห์นเมื่อครู่ก่อนนี้ว่าเธอกำลังจะมาหาเขา แต่ความที่ไม่เคยปฏิบัติแบบนี้มาก่อน ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แล้วดูสีหน้าเธอสิ ทำอย่างกับว่าใครเขาบังคับให้มา ไม่อยากมาแล้วมาทำไม

                นิคเดินนำหน้าพาพราวพรายขึ้นบันไดสองสามขั้น ไขกุญแจเปิดบ้านแล้วเรียกเธอให้ตามเข้าไป หญิงสาวที่หน้าตายังบึ้งตึงและไม่ยอมมองหน้าเขา  เดินตามเข้าไปในบ้าน แล้วกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ยอมแม้แต่จะมองไปรอบห้องซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร ชายหนุ่มถือกระเป๋าของพราวพรายติดมือเข้าไปในห้องนอน เมื่อกลับออกมาข้างนอกเขาเดินไปเปิดตู้เย็นใบเล็กๆ ที่ตั้งแอบอยู่มุมหนึ่งของห้องที่เธอนั่งคอแข็งอยู่ หยิบน้ำเปล่าขวดหนึ่งมาส่งให้แต่เธอไม่รับ ทำไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น นิคเลยวางไว้ให้บนโต๊ะใกล้ตัวเธอ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วก้มลงไปจูบแก้มพราวพรายหนึ่งที ดึงตัวเธอให้ยืนขึ้นมาชิดเขาแล้วกอดเอาไว้ เธอยอมให้เขากอดก็จริง แต่ก็ทำตัวแข็งทื่อเหมือนทุกครั้งที่พยศนั่นแหละ

                ผมต้องกลับไปทำงานต่อ คุณจะอาบน้ำหรือทำอะไรก็ตามสบายนะ ผมคงจะกลับมาสักสี่โมงเย็น

               พราวพรายเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนเขา พูดโดยไม่มองหน้าว่า  จะมากี่โมงก็แล้วแต่คุณ ก่อนห้าโมงเย็นก็แล้วกัน จะได้ไปส่งฉันขึ้นเครื่องกลับอุบลฯให้พ้นหน้าพ้นตาคุณไปซะที

ไม่เอาน่า พราว เลิกอารมณ์เสียได้แล้ว ผมไปก่อนนะ เดี๋ยวจะรีบมา

                นิคเดินลงจากบ้านขึ้นรถแล้วขับออกไป ปล่อยให้พราวพรายโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียว เธอนั่งเฉยๆอยู่อีกครู่หนึ่งก็เดินเข้าไปในห้องนอน ที่เห็นนิคเอากระเป๋าของเธอเข้าไปเก็บ เมื่อเข้าไปแล้วก็อดมองสำรวจไปรอบห้องไม่ได้ ห้องนั้นมีขนาดกลางๆ เตียงนอนขนาดห้าฟุตพร้อมที่นอนหนา ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้องชิดกับผนังด้านหนึ่ง ตู้เสื้อผ้าขนาดไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ชิดผนังด้านที่ตรงกับปลายเตียง มีโต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆที่มีของใช้ส่วนตัวของนิคสองสามชิ้นเช่นหวี โอดิโคโลญขวดเล็กและอะไรอีกสองสามอย่างวางอยู่  บนเพดานมุมห้องมีเครื่องปรับอากาศชนิดแขวนติดตั้งเอาไว้ สุดผนังอีกด้านหนึ่งของห้องมีประตูบานเล็กที่ปิดอยู่

                เมื่อเดินไปลองผลักบานประตูให้เปิดออก พราวพรายก็พบห้องน้ำเล็กๆที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ราวกับห้องน้ำในโรงแรมระดับดี เห็นแล้วหญิงสาวก็ยักไหล่อย่างไม่แปลกใจ เพราะรู้เห็นมานานแล้วตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ๆว่าคนอเมริกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มักจะพยายามเนรมิตที่ตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับที่ที่เขาจากมาแทบทั้งนั้น แม้แต่ในค่ายที่อุบลฯก็เช่นเดียวกัน  พวกทหารที่ทำงานอยู่ที่นั่นมีห้องแอร์ให้นั่งทำงาน มีโรงอาหารและสโมสรที่ตบแต่งอย่างสวยงาม ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำให้ได้ใช้ ราวกับจะพยายามชดเชยกับความยากลำบาก ที่คนเหล่านั้นต้องมาเผชิญในแถบถิ่นที่ไร้ความเจริญหรือเจริญน้อยกว่า

                หญิงสาวลองหมุนก็อกตรงอ่างล้างหน้า เมื่อเห็นน้ำไหลแรงดีก็เลยถือโอกาสล้างหน้าล้างตาเสียเลย ล้างเสร็จก็มองหน้าตัวเองในกระจกที่อยู่เหนืออ่างล้างหน้า เห็นหน้าตาที่ปราศจากเครื่องสำอางแบบที่นิคชอบแล้วก็นึกโมโห ที่อุตส่าห์เอาใจเขาด้วยการลอกคราบเครื่องสำอาง ที่แต่งเอาไว้ตอนไปทำงานออกจนหมด ตอนนี้ถึงอยากจะแต่งใหม่ให้เป็นนางงิ้วไปเลยเพื่อแกล้งเขาก็ทำไม่ได้เสียอีก เพราะไม่ได้เอาเครื่องสำอางติดกระเป๋ามาเลย แม้แต่ผมก็เหมือนกัน เขาเคยบอกว่าอยากให้เธอไว้ผมยาว เธอก็ตามใจเขาทั้งๆที่เคยตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่กลับไปไว้ผมยาวอีกเป็นอันขาด เพราะถูกมารดาบังคับให้ไว้มาตลอด ตอนนี้เธอเลี้ยงผมจนยาวเลยบ่าลงมามากแล้ว และวันนี้ก็ถักเป็นเปียเดี่ยวอันหนาที่เธอดึงขึ้นไปแนบไว้กลางศรีษะ หนีบเอาไว้ด้วยกี้บฝอยอันเล็กๆแล้วสวมหมวกแก็ปครอบเอาไว้ เพื่อสะดวกกับการเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ แล้วเป็นไงล่ะ อุตส่าห์เอาใจทุกอย่าง อุตส่าห์ดั้นด้นมาหา แทนที่เขาจะดีใจ กลับทำท่ารำคาญไม่ต้องการให้อยู่  ดีแล้ว...กลับก็ได้ ไม่เห็นอยากอยู่เลย กลับไปแล้วก็อย่าตามไปง้อล่ะ จะแก้แค้นให้สะใจเลย

                พราวพรายเดินกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้งหนึ่ง ฉวยกระเป๋าที่นิควางไว้บนโต๊ะตัวยาวได้ ก็ตั้งท่าจะออกไปห้องข้างนอก เพื่อรอเขามารับไปส่งที่เครื่องบิน แต่เมื่อเหลือบไปเห็นรูปที่ตั้งอยู่ตรงโต๊ะหัวเตียงก็ชะงัก เดินเข้าไปใกล้เพื่อดูว่ารูปใคร แล้วก็พบว่าเป็นรูปถ่ายของเธอเอง ที่กำลังยิ้มเต็มที่เห็นฟันเกือบทุกซี่ ที่เธอไม่รู้ว่านิคได้มาอย่างไร เห็นแล้วก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที  ฮึ..คงคิดถึงเรามากล่ะสิ  ต้องเอารูปมานอนดู  พราวพรายยิ้มออกมาได้  รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที

                หลังจากเอากระเป๋าวางไว้บนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้ว หญิงสาวก็เดินสำรวจไปทั่วบ้าน นอกจากห้องขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็นห้องเอนกประสงค์ ที่มีชุดเก้าอี้และโต๊ะกินข้าวสำหรับสี่คนแล้ว ยังมีครัวเล็กๆที่มีอ่างล้างจานและอุปกรณ์ประกอบอาหารอยู่หลายชิ้น ที่ไม่มีร่องรอยว่ามีการใช้มาก่อน มีตู้ติดฝาที่เธอลองเปิดดูแล้วพบถ้วยจานชามและแก้วน้ำหลายชุด เดินดูจนทั่วบ้านแล้วก็กลับมาที่เก้าอี้ตัวเก่า นั่งอยู่สักพักรู้สึกเมื่อยก็เลยลุกไปนอนเอนๆในเก้าอี้โยกที่ปรับพนักให้เอนลงได้ พราวพรายรู้สึกง่วงและเบื่อเพราะไม่รู้จะทำอะไร คิดอะไรต่ออะไรให้วุ่นวายไปหมด ไม่รู้ตัวว่าหลับลงไปตั้งแต่เมื่อไร มาสะดุ้งตื่นอีกทีก็เมื่อรู้สึกว่ามีมือมาจับที่แขน พอลืมตาขึ้นมาก็เจอหน้านิค ตอนนี้เขาคงอารมณ์ดีแล้วละมัง เพราะเธอเห็นเขายิ้มเผล่แบบที่เห็นอยู่บ่อยๆเวลาอยู่กับเธอ

                ไฮ เบบี้ ตื่นแล้วหรือ?”

บ้า เรียกฉันแบบนี้อีกแล้ว?”

อ้าว ก็คุณเป็นที่รักของผมไม่ใช่หรือ?"

พราวพรายเคยต่อว่านิคในเรื่องนี้ เธอบอกว่ามันตลกและทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นเด็กทารก ชายหนุ่มพยายามอธิบายว่าผู้ชายอเมริกันมักจะเรียกภรรยาหรือคนรักว่า เบบี้บ้าง  ฮันนี่บ้าง ดาร์ลิ่งบ้าง สวีตตี้บ้างหรือไม่ก็ สวีทฮาร์ต  ซึ่งเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง เมื่อเขาบอกให้เธอเลือกในระหว่างสามสี่คำนี้ที่อยากให้เรียกเธอ หญิงสาวก็ไม่ยอมเลือก บอกให้เขาเรียกชื่อเธอเฉยๆก็ได้ นิคก็เลยต้องทำตามความต้องการของเธอ  แต่นานๆครั้งเขาก็จะเรียกเธอว่า เบบี้แล้วยั่วเธอว่าเพราะเธอชอบทำฤทธิ์เหมือนเด็กที่ไม่ยอมโตเสียที

พราวพรายค้อนเขาแล้วผลุนผลันลุกขึ้นยืน เหลียวหากระเป๋าที่วางไว้บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ปากก็ถามเขาว่า  กี่โมงแล้ว ไปกันได้หรือยัง

ไปไหน  นิคทำหน้ายิ้มๆ

เอ๊ะ! ถามแปลก ก็ไปส่งฉันขึ้นเครื่องกลับอุบลฯไง ลืมแล้วหรือ

ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วตอบหน้าตาเฉยว่า  ไปไม่ทันแล้ว  เครื่องออกไปนานแล้ว

อ้าว! แล้วทำไมไม่ปลุกฉันล่ะ หรือคุณเพิ่งกลับมา

                เมื่อเขาไม่ตอบว่าอะไรพราวพรายก็ตั้งข้อหาทันที  แปลว่าคุณเพิ่งกลับมาล่ะสิ ไหนว่าจะกลับมาก่อนห้าโมงเย็นไง นี่มันปาเข้าไปตั้งทุ่มกว่าแล้ว จะเบี้ยวหรือไง

เบี้ยวที่ไหนเล่า ประชุมเพิ่งเสร็จ ถึงกลับมาก่อนห้าโมงก็ไม่ให้กลับหรอก อุบลฯน่ะ

อ้าว ทำไมพูดกลับไปกลับมาล่ะ เดี๋ยวบอกให้กลับ เดี๋ยวบอกไม่ให้กลับ จะเอายังไงกันแน่

                นิคมองท่าทางขึงขังเหมือนนักเลงโตของพราวพรายอย่างขันๆ  ไอ้ที่บอกว่าจะกลับน่ะ คุณเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูด ผมก็แค่พูดตามคุณเท่านั้น  แล้วเขาก็ออดว่า  เมียอุตส่าห์มาหาทั้งที จะปล่อยให้กลับไปได้ยังไงล่ะ

 อย่ามาทำปากหวาน ตอนเห็นหน้าฉันที่เครื่องบินคุณยังตีหน้ายักษ์อยู่เลย  ตอนนี้จะมาทำเป็นดีใจที่ฉันมา จ้างก็ไม่เชื่อหรอก

ไม่เชื่อหรือ ต้องทำยังไงถึงจะเชื่อล่ะ งั้นเข้าไปในห้องโน้นไหมล่ะ  แล้วเขาก็แกล้งดึงตัวเธอขึ้นจากเก้าอี้ จะให้เข้าไปในห้องนอน

บ้า  พราวพรายขืนตัวไว้แล้วทำหน้าบึ้ง  อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลย ไม่สำเร็จหรอก

เล่นตัวได้ก็เล่นไปเสียให้พอ ระวังให้ดีก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน 

เอ๊ะ..พูดแบบนี้หมายความว่าไง  อีกฝ่ายแว้ดตามความเคยชิน

เอาน่า  ไม่มีอะไรหรอก ผมขอไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะพาไปกินข้าว หิวหรือยังล่ะ

                นิครูดซิบเสื้อเครื่องแบบออก ฉวยกระเป๋าค้างคืนของเธอที่เขาเห็นแล้ว ว่าเธอหยิบออกจากห้องนอน เอามาวางไว้ที่เก้าอี้ใกล้ๆเพื่อเตรียมเดินทางกลับ ติดมือขึ้นมา แล้วทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำอย่างที่บอก แต่พราวพรายยังมีคำถามอยู่ดี

ตกลงจะเอาไงแน่ จะให้ฉันกลับหรือเปล่า มีเครื่องบินไปอุบลฯอีกเมื่อไร

มืดแล้วไม่มีหรอก

พรุ่งนี้ล่ะ  เธอตามไปคาดคั้นถามถึงหน้าประตูห้องนอน

พรุ่งนี้ก็ไม่มี มะรืนมะเรื่องก็ไม่มี  นิคตอบยิ้มๆ กลับมาเป็นนิคคนเก่าแล้ว

หญิงสาวทำตาโต  พูดเป็นเล่น แล้วฉันจะกลับยังไงล่ะ

ก็ไม่ต้องกลับ อยู่กับผมที่นี่แหละ

บ้า จะอยู่ได้ไง ฉันต้องทำงานนะ

จอห์นบอกผมแล้วว่าคุณอยู่ได้สองสามวัน ให้ผมส่งคุณคืนเขาหลังจากนั้น

เอ๊ะ  ท่าจะบ้าทั้งคู่ พูดยังกับว่าฉันเป็นกล่องวัสดุแน่ะ

                แล้วเธอก็ทำตาคว่ำตาหงาย บ่นอะไรพึมพำตามหลังเขาไป แต่นิคไม่เดือดร้อนหรอกเพราะชินเสียแล้วกับความตระเหน่แง่งอนของเธอ และอีกอย่าง ตอนนี้เขาเองก็มีเรื่องให้ต้องคิดมากเหมือนกัน

 

 

 

 

edit @ 18 Dec 2009 08:31:39 by parkbeach

edit @ 18 Dec 2009 08:33:05 by parkbeach

 

 

เฟรดกับคู่ควงของเขานั่งรออยู่แล้วที่โต๊ะมุมห้อง เมื่อนิคโอบไหล่พราวพรายพาเดินมาถึงโต๊ะ เฟรดก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนจะแนะนำผู้หญิงของเขาให้ผู้มาใหม่รู้จัก "ยินดีมากที่ได้พบคุณอีก ขอแนะนำให้รู้จักคู่หมั้นผม เธอเป็นผู้หญิงไทยเหมือนคุณ ชื่ออรอนงค์ เรียกเธอว่าอรก็ได้"  แล้วเขาก็หันไปบอกคู่หมั้นว่า  "ที่รัก รู้จักนิคเพื่อนผมกับเกิร์ลเฟร็นด์ของเขาหน่อย เธอชื่อพราวพราย"

                หลังจากทักทายกันเรียบร้อยนิคและพราวพรายก็ลงนั่งคู่กัน บนเก้าอี้ตรงข้ามกับคู่หมั้นทั้งสอง เฟรดเรียกบริกรมาสั่งเครื่องดื่มให้เธอ ส่วนนิคก็ดื่มเบียร์กับเจ้าภาพ พราวพรายเหลือบมองผู้หญิงสาวท่าทางหยิ่งๆอย่างสำรวจตรวจตรา ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน อรอนงค์เป็นสาวใหญ่ท่าทางคล่องแคล่ว ผิวของเธอขาวผ่องตาเรียวยาวเหมือนลูกครึ่งจีน หน้าตาเก๋มากกว่าสวย แต่งกายในเสื้อผ้าลูกไม้สีชมพูอ่อนทั้งชุด ผมเกล้าเป็นมวยต่ำๆไว้ตรงต้นคอ สวมต่างหูมุกด์ล้อมเพชรเม็ดจิ๋วๆ มีแหวนทองคำขาวหัวฝังเพชรเม็ดย่อมๆ ส่องประกายวูบวาบบนนิ้วข้างซ้าย

                พราวพรายรู้จากคำบอกเล่าของอรอนงค์ว่าเธอเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด แต่เนื่องจากบิดามารดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็ก เธอจึงต้องมาอยู่ในความอุปการะของน้าชายและน้าสะใภ้ ที่ตั้งรกรากอยู่ในอุบลฯ เธอพบกับเฟรดเมื่อหกเดือนที่แล้วผ่านทางงานของน้าชายของเธอ ซึ่งทำธุรกิจจัดหาจัดส่งสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ฝ่ายเสบียงอาหารในฐานทัพที่พราวพรายทำงานอยู่ เธอมีโอกาสได้สนิทสนมกับเฟรดตอนที่ไปช่วยงานของน้าชาย เพราะช่วงนั้นเฟรดได้รับมอบหมายให้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องจัดซื้อเสบียงสำหรับทหาร

                แม้อรอนงค์จะพูดจากับเธออย่างดี แต่พราวพรายก็อ่านออกว่าเป็นไปตามมารยาทสังคมเท่านั้น มีหลายครั้งที่หญิงสาวคนนั้นชำเลืองมองเธออย่างพินิจพิจารณา เหมือนพยายามจะประเมินสถานภาพทางสังคมของเธอ ทำให้พราวพรายอดระแวงไม่ได้ ว่าอรอนงค์อาจจะคิดว่าเธอเป็นเมียเช่าของนิค อรอนงค์พูดภาษาอังกฤษเก่งพอควร เธอพูดคุยกับนิคอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน ส่วนเฟรดก็หันมาชวนพราวพรายพูดคุย เขาอาจจะเห็นเธอนั่งเงียบๆ ทานอาหารไปเรื่อยๆ ก็ได้ บางครั้งเขาก็อมยิ้มเมื่อเห็นนิคคอยเลื่อนหรือตักอาหารใส่จานให้เธอ หลังจากร่วมวงกันได้พักใหญ่ พราวพรายก็ได้ข้อสรุปว่าอรอนงค์เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างถือตัว และมองอะไรแตกต่างจากเธอมาก  ตอนหนึ่งของการสนทนา เฟรดเล่าให้พราวพรายฟังว่า เขากับอรอนงค์กำลังจะแต่งงานกัน

                "แต่งแบบไทยหรือเปล่าคะ?"

                เธอก็แค่ถามเฟรดไปตามมารยาทเท่านั้น ไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรหรอก ผู้ที่ตอบแทนคืออรอนงค์  "เราจะเข้าโบสถ์ค่ะ ไม่เอาหรอกพิธีแต่งงานแบบไทยน่ะ ยืดยาดมีขั้นตอนมากเกินไป น่าเบื่อ ไหนจะต้องเลี้ยงพระ รดน้ำ ไหว้ญาติผู้ใหญ่ อะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ วุ่นวายเปล่าๆ"

                "แล้วทางบ้านเห็นด้วยหรือคะ?"  พราวพรายชักอยากรู้

               อีกฝ่ายยักไหล่  "น้าชายฉันไม่ว่าอะไร ตามใจทุกอย่าง แต่น้าสะใภ้ไม่ค่อยชอบใจนัก อยากให้ทำพิธีแบบไทยๆ ถ้าไม่รดน้ำก็อยากให้ผูกข้อมือตามประเพณีทางนี้ แต่ฉันไม่เอาหรอก เข้าโบสถ์ เลี้ยงรับรอง จดทะเบียนแค่นี้ก็พอแล้ว"  แล้วเธอก็เล่าต่ออีกหน่อยว่า "น้าสะใภ้ไม่อยากให้คบกับเฟรดตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ กลัวชาวบ้านจะคิดว่าฉันเป็นเมียเช่าของเขา ก็อย่างว่าแหละ พวกเมียเช่าทำให้ผู้หญิงดีๆเสียชื่อไปตามๆกัน ใครเดินควงกับฝรั่งหน่อยก็ถูกเหมาให้เป็นเมียเช่าไปหมด"

                ขณะที่เธอนิ่งฟังอยู่เงียบๆหญิงสาวคนนั้นก็ถามโพล่งขึ้นมาว่า  "เวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน คุณไม่เคยถูกคนมองว่าเป็นเมียเช่าของนิคบ้างหรอกหรือ?"

                พราวพรายสะดุ้งตกใจ ส่วนสองหนุ่มซึ่งกำลังคุยกันเอง ไม่รู้เรื่องว่าผู้หญิงสองคนกำลังคุยอะไรกันอยู่เพราะพวกเธอใช้ภาษาไทย  "ฉัน..เอ้อ.."  พราวพรายอึกอักออกมาได้เพียงเท่านั้น

                อรอนงค์ลดเสียงให้เบาลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวต่อไปว่า  "ความจริงเมียเช่าหลายคนก็โชคดีนะ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ทหารบางคนยอมจดทะเบียนสมรสด้วย อยู่ๆ ก็กลายเป็นคุณนายไปเลย ผู้หญิงบางคนก็ยอมท้อง คงหวังจะใช้เด็กเป็นเครื่องมือให้ผู้ชายยอมจดทะเบียนด้วย บางคนก็สมหวัง แต่ส่วนใหญ่ผิดหวัง ทหารพวกนี้เวลาย้ายกลับไปประเทศของเขาก็ไม่ได้เอาไปด้วย  ผู้หญิงอยู่ทางนี้ก็ต้องเลี้ยงลูกไปเองตามมีตามเกิด คอยดูเถอะ พอสงครามจบประเทศเราคงมีเด็กหัวเหลืองหัวแดงเต็มบ้านเต็มเมือง กลายเป็นปัญหาสังคมที่แก้ไม่ตก"

                "เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้ท้องก็ได้นะคะ"  พราวพรายอดแย้งไม่ได้  "เพียงแต่ไม่ได้ระวังตัวหรือป้องกันเท่านั้นเอง พอท้องขึ้นมาก็เลยปล่อยเลยตามเลย"

               แต่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย  "ไม่จริงหรอกค่ะ ข้างบ้านฉันไง มีเมียเช่าสารรูปดูไม่ได้อยู่คน ผัวงี้รูปหล่อเชียว สุภาพเรียบร้อยอีกต่างหาก อยู่กันสักสี่ห้าเดือนเท่านั้นแหละแม่คนนี้ก็ป่องขึ้นมาเฉยๆ"  อรอนงค์เล่าต่อไปอย่างมีอารมณ์ราวกับมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย  "เผอิญฉันกับเขาเคยพูดจากันสองสามครั้ง ฉันก็เลยถามเขาว่าทำไมไม่ป้องกัน คุณรู้ไหมเขาตอบฉันว่าไง เขาบอกว่าเขาตั้งใจให้ท้องเองแหละ  เผื่อจะได้จดทะเบียนเป็นเมียแล้วจะได้ไปอยู่เมืองนอกตอนที่ผู้ชายย้ายกลับบ้าน แล้วยังงี้จะว่าไม่ได้ตั้งใจยังไง"

                พราวพรายอึ้งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบอย่างเป็นกลางๆ ว่า "ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกันนะคะ ใครๆ ก็มีสิทธิจะเสี่ยงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะถ้าฝรั่งคนนั้นเกิดสงสารเขาและเด็กในท้อง ยอมจดทะเบียนพากลับไปใช้ชีวิตครอบครัวที่อเมริกา ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาก็คงจะดีขึ้น"

                แต่อรอนงค์ไม่ยอมแพ้  "อ้าว แล้วทำไมไม่คิดในมุมกลับบ้างล่ะ ว่าถ้าฝรั่งไม่เล่นด้วยจะเกิดอะไรขึ้น เด็กนั่นก็คงเป็นได้แค่ลูกเมียเช่าที่ไม่มีพ่อ นอกจากเด็กจะมีปมด้อยแล้วสังคมก็ยังต้องมีปัญหาอีกด้วย แล้วอีกอย่าง ทำไมผู้หญิงพวกนี้ถึงยอมไปเป็นเมียเช่าล่ะ จะมาอ้างว่าเป็นอาชีพสุจริต พูดยังกับว่าบ้านเรามีอาชีพสุจริตอยู่อาชีพเดียว อาชีพสุจริตอื่นๆมีอีกตั้งมากมาย เช่นเป็นคนใช้ตามบ้าน ทำงานโรงงาน ขายของ อะไรพวกนี้ก็ได้ จริงไหม?  ฉันว่าผู้หญิงพวกนี้รักความสบายอยากเป็นคุณนายมากกว่า"

                คงจะเพราะพูดไม่ขาดปากจนคอแห้ง อรอนงค์เลยต้องก้มลงดูดน้ำส้มคั้นในแก้วตรงหน้า ทำให้พราวพรายลอบถอนใจยาวอย่างโล่งอก ที่ไม่ต้องฟังเรื่องเมียเช่ากับปัญหาสังคมต่อไป แต่โล่งอกไปได้ไม่ถึงนาทีเธอผู้นั้นก็เจื้อยแจ้วต่อว่า "อีกอย่างนะ ฉันว่าผู้หญิงพวกนี้ฝันเฟื่องเกินไป คิดจะเอาแต่ได้ท่าเดียว บางทีฉันก็นึกสมน้ำหน้า ที่ต้องกลายเป็นนางฟ้าตกสวรรค์"

                เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ อรอนงค์ก็รีบอธิบายอย่างรวดเร็วว่า " จะไม่ตกสวรรค์ได้ไงล่ะคะ ก็ที่เขาไม่พากลับไปบ้านด้วยก็เพราะเขามีลูกมีเมียรออยู่แล้วไง เรื่องนี้ฉันรู้จากเฟรด เขาบอกว่ามีเรื่องแบบนี้เยอะแยะ ความจริงฉันว่าเมียเช่าพวกนี้ไม่น่าจะหวังอะไรลมๆแล้งๆแบบนั้น เขาก็แค่เช่ามานอนเท่านั้น เงินค่าเช่าก็จ่ายให้ทุกเดือน ยังอ้อนขอให้เขาซื้อสร้อยซื้อแหวนให้อีก แล้วยังยอมท้องขึ้นมาเพื่อจะให้เขายอมจดทะเบียนพากลับอเมริกา  แบบนี้มีเยอะแยะ ไม่เชื่อคุณก็ลองถามนิคดูสิ"

                พราวพรายนึกเบื่อที่จะเถียงแทนพวกเมียเช่า เพราะอีกฝ่ายมีอคติเสียแล้ว เถียงไปก็เปล่าประโยชน์ ท่าทางอรอนงค์จะเป็นคนประเภทถือเอาความคิดเห็นของตัวเองถูกต้องไปเสียทุกอย่าง คนอื่นที่คิดแตกต่างจากเธอผิดไปหมด หญิงสาวเลยพยายามเปลี่ยนเรื่องพูด  "เห็นนิคบอกว่าเฟรดกำลังจะย้ายกลับไปอเมริกา ยังงี้คุณอรก็คงต้องตามไปด้วยสิคะ"

                "ค่ะ เราจะไปด้วยกัน ตอนนี้นอกจากเตรียมงานแต่งงานแล้ว ยังต้องวุ่นวายเตรียมตัวไปอยู่ที่โน่นด้วย" อรอนงค์ เล่าอย่างเต็มอกเต็มใจด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มกว่าเก่า "บอกตรงๆนะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าทางบ้านเฟรดเป็นอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่าจะต้องไปเจอแม่สามีแบบไหน"

                 "เดี๋ยวตอนวันแต่งงานก็จะได้เจอแล้วไม่ใช่หรือคะ?"

                 อีกฝ่ายยักไหล่  "พ่อแม่เขาไม่มาหรอก คงต้องไปเจอเขาที่โน่น แต่ไม่มาก็ดีแล้วละ ฉันยังไม่อยากเจอพวกเขาตอนนี้ ไม่มีเวลาว่างจะมาเทคแคร์ใคร ลำพังวิ่งส่งการ์ดแต่งงานก็แทบไม่มีเวลาจะทำอะไรอยู่แล้ว"

                พราวพรายฟังเงียบๆ ไม่รู้จะออกความเห็นว่าอย่างไร แต่แล้วอรอนงค์ซึ่งคงกำลังติดลมก็พูดต่อว่า "เฟรดเขาอยากมีลูกเร็วๆ ฉันเองยังไม่อยากมีหรอก  อยากจะอยู่กันสองคนสักปีสองปี แต่อย่างว่าแหละ ฉันก็เกือบสามสิบแล้ว ถ้ามีช้าเกินไปอาจจะมีปัญหา ก็เลยแล้วแต่เขา"

                "คุณอรนับถือศาสนาคริสต์หรือเปล่าคะ?" พราวพรายลองถาม เมื่ออรอนงค์พูดเรื่องลูกขึ้นมา

                "ยังค่ะ ตอนนี้ยังเป็นพุทธอยู่ แต่อีกหน่อยก็จะเปลี่ยนไปเป็นคริสต์ตามเฟรดแล้วละค่ะ"

                "อ้าว ทำไมต้องเปลี่ยนล่ะคะ?" อีกฝ่ายชักไม่เข้าใจ " หรือว่าเฟรดขอให้คุณเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ตามเขา"

               "เขาไม่ได้ขอหรอก ไม่ได้ว่าอะไรด้วย เพราะเขาเองก็สนใจศาสนาพุทธของเรามาก เขาอ่านหนังสือพวกนี้เยอะแยะ ฉันเองแหละที่คิดจะเปลี่ยน"

               "ทำไมล่ะคะ?"

               "จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันทีหลังไงคะ ถ้ามีลูกขึ้นมาจะทำยังไง พ่อนับถือคริสต์ แม่นับถือพุทธ ลูกงงแย่เลย ฉันเห็นมาหลายคู่แล้ว เด็กสับสนเปล่าๆ สู้เปลี่ยนๆไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ เพราะอันที่จริงฉันก็ไม่เคร่งศาสนาสักเท่าไหร่  คุณคิดว่าไงคะ?"

                พราวพรายอึกอักแต่ก็พยายามตอบแบบกลางๆว่า "ฉันว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ เพราะทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น"

               "ใช่ ฉันก็บอกน้าสะใภ้แบบนี้แหละ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย แต่ฉันไม่สนใจหรอก น้าแท้ๆฉันยังไม่ว่าอะไรเลย คนอื่นจะมาวุ่นวายด้วยทำไม จริงไหม?"

                ฟังอรอนงค์นานๆเข้าพราวพรายก็เริ่มรู้สึกว่า เธอผู้นี้คงจะไม่ค่อยถูกกับน้าสะใภ้นัก และคงจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ดูเธอทำอะไรพูดอะไรโพล่งๆ โดยไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเลย เธออาจเหมาะที่จะแต่งงานกับคนอเมริกันแบบเฟรดและนิคก็ได้ ที่พูดอะไรตรงไปตรงมา ความเห็นของพ่อแม่พี่น้องไม่มีความหมาย ช่างแตกต่างกับตัวเธอเองโดยสิ้นเชิง ที่จะทำอะไรสักอย่างก็ไม่กล้า ถ้าทำลงไปก็ทำอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทำไปแล้วก็ต้องพยายามปิดบังไม่ให้ทางบ้านรู้ เช่นในกรณีที่แอบจดทะเบียนกับนิค หญิงสาวคิดว่าถ้าอรอนงค์เป็นเธอ ป่านนี้เรื่องต่างๆคงจะเรียบร้อยไปนานแล้ว ไม่คาราคาซังอย่างทุกวันนี้

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หนุ่มสาวทั้งสี่ก็เข้าไปเต้นรำฟังเพลงกันต่อในส่วนที่จัดเป็นคลับเล็กๆ มีแกรนด์ปิอาโนและเครื่องดนตรีอื่นอีกเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ก็สามารถบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ขณะนั้นนักร้องนิโกรสาวใหญ่กำลังครวญเพลงในยุคซิกซ์ตี้ ด้วยเสียงแหบพร่าที่ทรงเสน่ห์ พราวพรายสังเกตเห็นด้วยความโล่งใจตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องอาหารแล้ว ว่าแขกเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติแทบทั้งนั้น มีคนไทยปะปนอยู่ด้วยไม่กี่คน แต่ละคนก็ไม่ใช่คนคุ้นหน้า

                เฟรดพาคู่หมั้นสาวออกไปเต้นรำ นิคนั่งดื่มเบียร์อยู่เงียบๆ ในขณะที่พราวพรายมองออกไปที่ฟลอร์เต้นรำเล็กๆข้างหน้า ที่มีคนเต้นรำกันอยู่หลายคู่  หญิงสาวรู้สึกพอใจกับบรรยากาศรอบตัวที่ดูเรียบง่าย ดนตรีก็ไม่ได้แผดสนั่นจนแสบแก้วหูเหมือนคลับบาร์ทั่วไป

               "ชอบไหม?" นิคถาม

               พราวพรายพยักหน้า  "ชอบมากเลย ไม่ยักรู้ว่ามีคลับน่ารักแบบนี้ด้วย ถ้ารู้คงชวนเพื่อนมาเสียนานแล้ว"

                "คุยอะไรกับแฟนเฟรด เห็นคุยกันนานสองนาน"

               "เขาก็เล่าเรื่องงานแต่งงานแล้วก็เรื่องทางบ้านเขา " พอนึกขึ้นได้เธอก็พูดต่อไปโดยเร็วว่า "พ่อแม่เขาตายหมดแล้วเลยต้องมาอยู่กับน้า คิดว่าถ้าพ่อแม่เขายังอยู่คงไม่ได้แต่งงานกับเฟรดง่ายๆแบบนี้หรอก"

               "ทำไม?" ความจริงนิครู้คำตอบของพราวพรายอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะถาม

               "อ้าว  พ่อแม่เขาก็อาจจะเหมือนพ่อแม่ฉันก็ได้  คงไม่อยากให้ลูกสาวแต่งงานกับคนต่างชาติแล้วต้องย้ายไปอยู่ประเทศอื่น นานๆ จะได้เจอกันที"

               "ไม่แน่ อาจจะไม่มีปัญหาแบบคุณก็ได้" นิคทำหน้ายิ้มๆแล้วบอกเธอว่า "เขาเชิญเราไปงานเขาด้วยนะ ตอนเช้าทำพิธีที่โบสถ์ ตอนเย็นเลี้ยงฉลองที่โรงแรม"

                พราวพรายตอบทันทีว่า  "คุณไปเถอะค่ะ นิค ฉันคงไม่ไปหรอก เขาคงเชิญพี่ณพด้วย ถ้าฉันไปกับคุณคนอื่นคงสงสัยแน่ จริงไหมคะ?"

                ชายหนุ่มไม่ตอบ ทำหน้าเซ็งๆ กับเหตุผลซ้ำๆ ซากๆ ของเธอ ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มก่อนจะถามว่า "เต้นรำไหม?"

                "ดีเหมือนกัน"

                ระหว่างที่เต้นรำกันอยู่ในจังหวะสโลว์  นิคโอบตัวเธอเอาไว้หลวมๆ ทำให้พราวพรายชักสงสัย เพราะปกติเขาจะกอดเธอแน่นกว่านี้ เธอเลยเบียดตัวเข้าไปหาเขาทำให้เขาก้มลงมองเธออย่างสงสัย "เกิดอะไรขึ้น ทุกทีไม่ยอมเต้นแบบนี้นี่"

               หญิงสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้เขา  "ก็เห็นคุณไม่ค่อยจะอยากกอดฉันเหมือนทุกครั้ง ก็เลยต้องบังคับให้คุณกอดฉันแน่นๆ ไม่ดีเหรอ?"

               "ดีน่ะมันดีหรอก แต่.."  เขาชะงักแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที  "มากินข้าวกับเพื่อนผมสนุกไหม?"

               พราวพรายพยักหน้า  "สนุกสิ ฉันชอบเฟรด ท่าทางเขาเป็นคนดีนะ สุภาพมากด้วย เออ..นิคคะ ทำไมเฟรดไม่ค่อยดำเท่าไหร่ล่ะ คนไทยหลายคนยังดำกว่าเขาเสียอีก"

               "มันเป็นลูกครึ่งอเมริกันนิโกร พ่อเป็นอเมริกันขาว แม่เป็นนิโกรแต่ก็ไม่ดำมาก เฟรดเลยแค่คล้ำๆเท่านั้น"

               "ส่วนมากผู้ชายฝรั่งชอบผู้หญิงเอเซียดำๆ ไม่ใช่หรือคะ นิค แต่แฟนเฟร็ดขาวพอๆกับพี่จันทน์เลย"  แล้วเธอก็แขวะเขาจนได้  "แล้วคุณล่ะ ไม่ชอบผู้หญิงขาวๆมั่งหรือ? ผู้หญิงดำๆ ไม่เห็นสวยเลย ผิวฉันคล้ำจะตาย พี่สาวฉันสิ  ขาวผ่องพอๆกับแฟนเฟร็ดเลย"

                ชายหนุ่มทำหน้ายิ้มๆ ก้มลงตอบว่า  "สายไปแล้วมั้ง ตอนนี้จะชอบขาวหรือดำก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะผมแต่งงานกับคุณแล้ว"

               พราวพรายค้อนขวับ นึกขุ่นใจขึ้นมาหน่อยๆที่เขาไม่ตอบว่า 'ผมชอบผู้หญิงผิวคล้ำๆอย่างคุณ'   "เชอะ เปลี่ยนใจอยากได้แฟนใหม่ขาวผ่องเมื่อไหร่ก็บอกนะ จะหย่าให้"

               "พูดจริงหรือเปล่า?"

               "ก็คอยดูไปสิ"

                เต้นรำกันไปได้พักหนึ่ง นิคก็ถามว่า "คุณอยากได้รถเล็กๆสักคันไหม?"

                หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย  "ฉันจะเอารถไปทำอะไร?"

                "ขับไปทำงานไง ทุกวันนี้คุณต้องขึ้นสามล้อบ้างรถสองแถวบ้างไม่ใช่หรือ?  มีรถขับเองจะได้สะดวก คุณขับรถได้ไม่ใช่หรือ?"

                "แต่ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่คะ ขึ้นสามล้อหน้าบ้านแล้วไปต่อรถเมล์เล็กหน้าค่าย สะดวกจะตาย"

                "เฟรดจะขายรถที่ใช้อยู่ตอนนี้ เพราะอีกไม่นานก็จะย้ายกลับบ้านแล้ว มันถามผมว่าสนใจไหม ผมเห็นว่ารถมันเล็กๆเหมาะกับผู้หญิงก็เลยอยากซื้อให้คุณ มันเพิ่งซื้อมาไม่ถึงปี สภาพดีมาก โฟล์คเต่าน่ะ สนใจไหม?"'

               พราวพรายส่ายหน้าปฏิเสธทันที  "ไม่เอาหรอก ฉันจะบอกแอ๋วกับแพตตี้ว่ายังไง อยู่ๆก็มีรถขับปร๋อ เขาต้องสงสัยแน่ว่าฉันเอารถมาจากไหน ขี้เกียจต้องแต่งเรื่องมาหลอกเพื่อน แล้วรถคันหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ ถึงจะเป็นรถมือสองก็เถอะ"

                อีกฝ่ายถอนใจ รู้อยู่แล้วว่าเธอต้องพูดอย่างนี้  "งั้นก็ตามใจคุณ แต่ผมก็คงต้องซื้ออยู่ดี ตกลงกับเฟรดไว้แล้ว รถคันนี้สภาพดีมาก ราคาก็โอเค อยากจะช่วยมันด้วย เพราะมันกำลังรวบรวมเงินเอากลับไปบ้าน เห็นว่าจะซื้ออพาร์ตเมนท์ใหม่เล็กๆ ใกล้ที่ทำงาน"

                "ถ้าซื้อคุณก็เอาไว้ใช้เองก็แล้วกัน แต่ความจริงคุณก็มีรถจิ๊ปอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? จะซื้อมาให้เสียเงินทำไม"

                "เอาไว้พาคุณไปเที่ยวไกลๆไง ไม่ดีหรือ?"

                พราวพรายยักไหล่  "ตามใจคุณก็แล้วกัน แต่ฉันคงไม่ใช้หรอก คุณน่าจะเอาไปใช้ที่โน่นนะ"

                "ผมจะจอดทิ้งไว้ที่อพาร์ตเมนท์ แต่บอกก่อนนะว่าผมจะซื้อในชื่อคุณ จะมีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า?"

                "ความจริงน่าจะซื้อในชื่อคุณมากกว่า แต่เอาเถอะตามใจคุณ ดีเหมือนกันจะได้แอบขายเอาเงินมาใช้เสียเลย"

                คืนนั้นพราวพรายรู้สึกมีความสุข การได้ออกไปพบปะคนอื่นๆนอกกลุ่มเดิมๆของเธอ และเป็นคนที่เธอไม่จำเป็นต้องปิดบังความสัมพันธ์ ระหว่างเธอกับนิคมากจนเกินไป ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลงได้มาก แถมยังคิดด้วยว่าต่อไปจะพยายามพบเพื่อนๆของนิคให้มากขึ้น แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งวาบหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม กับคำบอกเล่าของเฟรดตอนที่กำลังร่ำลากัน

                "ลืมบอกคุณพราวไป ว่าแฟนผมเป็นเพื่อนกับคุณจันทนาและแพตตี้ด้วย เห็นว่าเคยเรียนหนังสือที่เดียวกันมาหลายปี"

                อรอนงค์เสริมว่า  "ค่ะ ฉันกับจันทน์และแพตตี้ เรียนโรงเรียนเดียวกันมาหลายปี แพตตี้เขารุ่นน้องฉันกับจันทน์หนึ่งปี แต่ความจริงก็ไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าไหร่ แพตตี้เขาลูกเศรษฐี ส่วนยายจันทน์ก็ประเภทนางงามสวมมงกุฎ  ไอ้เรามันประเภทจับกังไม่มีพ่อมีแม่ เพิ่งรู้นะคะเนี่ยว่าคุณกับสองคนนั่นรู้จักกัน" แล้วเธอก็คะยั้นคะยอต่อว่า "คุณต้องไปงานฉันให้ได้นะ จะได้เจอสองคนนั่นด้วย อีกสองสามวันฉันจะไปส่งการ์ดเชิญให้พวกเขา จะไม่เชิญก็ไม่ได้ ไหนๆก็เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกันมาตั้งหลายปี"

                เฟรดกับอรอนงค์ขึ้นรถขับหายไปนานแล้ว แต่พราวพรายยังหยุดคิดเรื่องที่ได้ยินไม่ได้ เริ่มวิตกจริตขึ้นมาอีกแล้ว กลัวว่าอรอนงค์จะไปเล่าให้จันทนาหรืออมราฟัง เรื่องที่เธอกับนิคเป็นแฟนกัน สำหรับอมราเธอไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะอมราเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องของใคร หรือถ้าเกิดสงสัยขึ้นมาก็คงจะถามตรงๆให้เธอมีโอกาสปฏิเสธได้ แต่ถ้าจันทนารู้ นอกจากจะโกรธเหมือนถูกแย่งผู้ชายคนที่เธอพอใจแล้ว อาจจะนำเรื่องไปแฉโพยให้ใครต่อใครฟังก็ได้  แม้จะไม่รู้เรื่องทั้งหมดก็ตาม แล้วเมื่อมีคนรู้เสียแล้ว โอกาสที่เรื่องจะไปถึงบิดามารดาของเธอก็ยิ่งสูงขึ้น

                หญิงสาวร้อนใจจนต้องพูดกับนิคว่า  "นิคคะ ถ้าแฟนเฟรดเขาเอาเรื่องของเราไปเล่าให้พี่จันทน์หรือแพตตี้ฟังล่ะคะ ถ้าพี่จันทน์รู้ คนอื่นๆหรือแม้แต่พี่ณพก็ต้องรู้ แล้วเราจะทำยังไง?"

               อีกฝ่ายยักไหล่  "ไม่เห็นต้องทำยังไงเลย เขาอยากพูดก็คงต้องปล่อยให้พูดไป เราจะไปห้ามปากคนได้ยังไง"

              "คุณก็พูดแบบนั้นได้สิ ถ้าเรื่องรู้ไปถึงหูพ่อแม่ฉันล่ะ ฉันมิแย่หรือ"

              "ผมถึงได้บอกไงว่าทางที่ดี เราควรจะไปสารภาพกับพ่อแม่คุณเสีย ให้พวกท่านรู้จากปากเราไม่ดีกว่าหรือ เราแต่งงานกันมาก็นานพอสมควรแล้วนะ ยิ่งทิ้งเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรจะยิ่งมีปัญหา"

                พราวพรายถอนใจยาวยืด แม้จะรู้ว่านิคพูดถุกทุกอย่าง แต่เธอยังทำใจให้กล้าพอที่จะพานิคไปพบคุณพนัสและคุณจิตราไม่ได้ แล้วคืนนั้นหญิงสาวก็นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน กระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนสว่าง ส่วนนิคนั้นก็เข้านอนเงียบๆ แล้วหลับไปในที่สุด โดยไม่ได้พยายามจะแตะต้องเธอเลย รวมทั้งอีกสองคืนก่อนจะกลับเวียตนามด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 15 Dec 2009 16:03:19 by parkbeach

edit @ 15 Dec 2009 16:05:17 by parkbeach

 

แล้วในที่สุดคืนนั้นพราวพรายก็ต้องนั่งรถกลับบ้านกับนิค เพราะเมื่ออมราเตรียมตัวจะขับรถไปส่งเธอ นิคซึ่งรอจังหวะอยู่แล้วก็รีบบอกอมราว่า "เดี๋ยวผมแวะไปส่งคุณพราวพรายเอง ทางผ่านของผมพอดี แพตตี้จะได้ไม่ต้องเอารถออก"
             จันทนาซึ่งยืนอยู่ใกล้นิครีบพูดขึ้นมาว่า  "ความจริงยังไม่ดึกเท่าไรเลย เพิ่งสี่ทุ่มเอง เราน่าจะไปต่อกันที่วิมานทองนะ"
            "เออ จริงสิ" อมราชักเห็นด้วยเพราะเธอชอบเต้นรำ "ไปไหม พี่เดช นิคด้วย ไปเต้นรำกันสักพักก็ดีเหมือนกันนะ เมื่อคืนเต้นน้อยไปหน่อย ไปด้วยกันนะพราว"
             พราวพรายทำหน้าเฉยเมื่อบอกเพื่อนว่า "ไปกันเถอะ เราขอตัวกลับบ้านดีกว่า ง่วงนอน เมื่อเช้าพี่ณพไปปลุกตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ พอพวกเขาออกไปกันหมดแล้ว เราไม่ได้นอนต่อ ตอนนี้เลยไม่ไหว"
            "ผมก็ต้องขอตัวเหมือนกัน" นิคบอกเรียบๆ
            "อ้าว" จันทนาร้องอย่างผิดหวัง "เหลือไม่กี่คนจะสนุกได้ยังไง พราวน่ะพอเข้าใจละว่าเมื่อเช้าต้องตื่นมารับแขกคนสำคัญตั้งแต่ตีสี่ นอนน้อยไปหน่อยคงจะง่วง แล้วนิคล่ะคะ หรือง่วงเหมือนกัน?"
             ชายหนุ่มมีสีหน้าเจื่อนไปหน่อยแต่ก็ไม่ตอบว่าอะไร ในที่สุดสุรเดชเป็นคนตัดสินว่า "คืนนี้อย่าเพิ่งไปเลย เพิ่งไปมาเมื่อคืนหยกๆ เอาไว้คืนอื่นดีกว่านะคุณจันทน์ คุณพราวง่วงแล้ว นิคก็อาจจะมีธุระที่อื่น"  แล้วเขาก็ตัดบทว่า "ตกลงนิคจะไปส่งคุณพราวใช่ไหมครับ เห็นว่าเป็นทางผ่าน" 

            พอได้ยินเช่นนั้น พราวพรายก็ไม่กล้าแย้งอะไรขึ้นมาให้เป็นที่สงสัยของคนอื่น หญิงสาวเดินไปหยิบถุงใส่ของสองสามใบที่ซื้อก่อนมาหาอมรา ร่ำลาทุกคนแล้วเดินตามนิคไปขึ้นรถของเขาที่จอดอยู่หน้าบ้าน
            "ส่งฉันที่บ้านนะ"  เธอบอกเขาเมื่อรถแล่นออกจากหน้าบ้านอมราไปได้พักหนึ่ง
            "บ้านไหน?"
            "บ้านฉันกับแอ๋วน่ะสิ"
            "เรื่องอะไรจะให้กลับไปอยู่คนเดียว หยุดตั้งหลายวันไม่ใช่หรือ" อีกฝ่ายตอบหลังจากหันมามองหน้าเธอ
            "แต่ฉันไม่อยากไปกับคุณ ฉันอยากอยู่คนเดียว"
            "ไม่เอาน่า พราว อย่าทะเลาะกันเลยนะ นานๆจะได้เจอกันสักที"
            "พูดแค่นี้ถือว่าทะเลาะแล้วหรือ? เมื่อเช้าบอกว่ามีงานด่วนต้องรีบกลับไปที่โน่นไง ทำไมยังไม่ไปล่ะ?"
             อีกฝ่ายทำเสียงอ่อยๆ  "ล้อเล่นเท่านั้นแหละน่า ไม่ได้จะกลับจริงๆหรอก ผมกลับไปหาคุณที่บ้าน แต่คุณออกมาข้างนอกแล้ว ขับรถวนเวียนตามหาอยู่ตั้งนาน พอดีเจอสุรเดช เขาบอกว่าคุณอยู่ที่บ้านแพตตี้ ผมเลยรับคำชวนไปกินข้าวที่บ้านเขา"
             ได้ยินแล้วหญิงสาวก็อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยแต่ยังไม่หายโกรธหรอก ยังมีเรื่องต้องชำระความกันอีก ถ้าเธอทำเฉยเขาอาจจะได้ใจเที่ยวพาผู้หญิงไปส่งบ้าน หรือไปไหนต่อไหนอีกก็ได้
             "ตกลงไปอพาร์ตเมนท์นะ"  เขาออดอย่างง้องอน
            "ก็ได้ มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณอยู่เหมือนกัน"  เธอทำเสียงแข็งเป็นเชิงตัดไม้ข่มนาม
            "อยากไปเต้นรำฟังเพลงไหม มีคลับเล็กๆเปิดใหม่ ไม่ค่อยมีคนไทยหรอก ส่วนมากเป็นฝรั่ง สนใจไหม?"  นิคหาเรื่องมาเอาใจต่อ  "ฉลองวันเกิดให้คุณไง เราไม่ได้เต้นรำด้วยกันนานแล้วนะ"
            "อยากไปทำไมไม่ไปชวนคนอื่นล่ะ มีคนอยากไปด้วยไม่ใช่หรือ?"  เธอทำเสียงประชดประชันเล็กๆ
            ชายหนุ่มแอบอมยิ้ม นึกดีใจที่เธอพูดเหมือนหึงเขา สงสัยว่าเธอจะเริ่มรักเขาบ้างแล้วละมัง  "ไม่ได้อยากไปกับคนอื่นนี่ อยากไปกับเมียคนเดียวเท่านั้น  ไปไหม?"
            "ไม่เอาละ ฉันง่วง แล้วก็ไม่นึกสนุกด้วย"
              อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพราวพรายก็ขึ้นเตียง เห็นว่าดึกแล้วก็ไม่อยากจะต่อว่าต่อขานเขาเหมือนที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก คิดว่าเอาไว้รวบยอดทุกเรื่องพรุ่งนี้ดีกว่า นิคตามเข้ามาเมื่อไม่เห็นเธอออกไปข้างนอก เห็นพราวพรายนอนหลับตา เขาก็เลยปิดไฟโคมหัวเตียงด้านของเขาแล้วขึ้นมานอนบ้าง ล้มตัวลงนอนได้ก็หันมากอดเธอแน่นเหมือนทุกครั้ง
             "หลับแล้วหรือ? ทำไมคืนนี้หลับเร็วจัง"
            ถึงจะถามเช่นนั้นแต่นิคก็เริ่มต้นกอดจูบลูบไล้พราวพราย หญิงสาวที่อารมณ์ยังขุ่นมัวกับเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงคืนนี้ ผลักไสปัดป้องไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้เพราะรู้ขั้นตอนต่างๆของมันดี ยามอารมณ์ดีไม่มีอะไรมาทำให้ขุ่นข้องหมองใจ ก็พอจะอนุโลมตามใจเขาได้แม้จะไม่เต็มใจ แต่ไม่ใช่คืนนี้ที่กำลังไม่พอใจกับอะไรหลายอย่าง ไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลยจริงๆ พวกเขาปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ เพิ่งมีเรื่องโกรธเคืองมีปากมีเสียงกันอยู่หยกๆ พอขึ้นเตียงได้ก็ลืมหมด แล้วยังจะมากะเกณฑ์ให้อีกฝ่ายลืมด้วย นึกหรือว่าผู้หญิงที่ยังไม่หายโกรธจะสามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับเขาได้ เชอะ..ไม่ได้เป็นสวิชต์ไฟนี่ จะได้เปิดปุ๊บติดปั๊บ ปิดปั๊บดับปุ๊บ!!!
             นิคผงกหน้าขึ้นมองพราวพรายในความมืด  "เป็นอะไรไปอีกล่ะ?"
            "ฉันง่วงนอน"
            "ยังไม่ห้าทุ่มเลย ง่วงแล้วหรือ?"
             เมื่อเธอไม่ตอบแถมยังพลิกตัวหนีไปนอนหันหลังให้ ทำให้นิคชักหงุดหงิดเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ยังรบกวนจิตใจอยู่ แม้พยายามจะไม่คิดมากก็ตาม แต่ตอนนี้เธอยังมาผลักไสเหมือนไม่แยแสเขาเสียอีก ทำเป็นไม่รู้ไปได้ว่าสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันไม่นานและไม่ได้พบกันตั้งหลายอาทิตย์ และเขาเองก็ยังหนุ่มฉกรรจ์ยังเต็มไปด้วยไฟเสน่หา ตั้งแต่แต่งงานก็ไม่เคยแอบไปนอกใจเธอกับผู้หญิงคนไหน ใจคอเธอจะให้เขาถือศีลตลอดเวลาเลยหรืออย่างไร 
             "ถามอยู่ได้ ก็บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าง่วงนอน ไม่เข้าใจหรือไง"  หญิงสาวทำเสียงเซ็งๆ
            "เมื่อเช้าต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่มาส่งใครหรือไง ถึงได้ง่วงนอนเสียเหลือเกิน"  นิคเสียงแข็งขึ้นมาบ้าง
            "หมายความว่ายังไง?  เอ๊ะ...จะหาเรื่องใช่ไหม?"'
            "ถ้าจะหาจริงๆก็คงได้หลายเรื่อง"
            "หลายเรื่องที่ว่าน่ะน่าจะเป็นเรื่องของคุณมากกว่า" เธอไม่ลดราวาศอก เอาสิ อยากทะเลาะกันคืนนี้ก็เอา
            "หมายความว่าคุณไม่ได้ทำอะไรที่ประหลาดเลยหรือไง?"

            "คุณน่ะสิที่ประหลาด  ใครล่ะที่นั่งเอาอกเอาใจผู้หญิงอื่นต่อหน้าต่อตาเมื่อคืนนี้น่ะ พาเขาออกไปเต้นสโลว์ซบยังไม่พอ ยังแอบหนีไปไหนกันก็ไม่รู้สองคน จะแก้ตัวยังไงล่ะ" ข้อกล่าวหาของเธอยืดยาวจนเขางง
            "สโลว์ซบ? ผมไปสโลว์ซบกับใครที่ไหน อย่ามาหาเรื่อง เต้นห่างกันตั้งโยชน์ แล้วอีกอย่างจันทนาเขาเป็นคนชวนผมออกไปเต้นรำนะ ไม่ใช่ผมชวนเขา" 

            ความจริงชายหนุ่มอยากจะกล่าวหาเธอกับปลัดอำเภอหนุ่มคนนั้นบ้างเหมือนกัน ทั้งเรื่องสร้อยไข่มุกด์เส้นนั้น เรื่องที่เธอนั่งรถทั้งไปและกลับกับเขตต์ รวมทั้งเรื่องที่ออกไปเต้นรำกันตั้งนานสองนานด้วย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่อยากให้พราวพรายคิดว่าเขาไม่ไว้ใจเธอ ได้แต่สะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้  พยายามคิดในทำนองเห็นใจเธอที่เขาไม่ได้อยู่เคียงข้าง  คอยเอาอกเอาใจหรือพาไปโน่นไปนี่อย่างที่ควร

            "แล้วที่หายไปกับเขาสองคนเมื่อคืนนี้ล่ะ จะแก้ตัวว่ายังไง?"  นั่นคือข้อหาต่อไป
            "จันทนาเขาปวดหัวอยากกลับบ้าน ขอให้ผมไปส่ง คุณจะให้ผมปฏิเสธเขาหรือไง?"
            "ทำไมไม่ให้คนอื่นไปส่งล่ะ?"
            "มีใครที่ไหนล่ะ จะเกี่ยงให้ปลัดของคุณไปส่ง ก็เห็นกำลังเต้นรำกันอยู่ไม่ใช่หรือ?"

            พอรู้สึกว่าชักจะเข้าเนื้อพราวพรายก็รีบเบี่ยงประเด็นทันที  "ถ้ารู้ว่าคุณจะเจ้าชู้แบบนี้ ฉันไม่ยักแต่งงานกับคุณหรอก"  พราวพรายยังไม่ยอมเลิกกล่าวหาเขา เพราะความอัดอั้นหลายเรื่อง "อยู่เป็นโสดเหมือนเก่าดีกว่า ไม่ต้องมาหลบๆซ่อนๆแบบนี้"

            คราวนี้อีกฝ่ายเหลืออด  " แล้วใครล่ะที่ทำให้ต้องหลบๆซ่อนๆอย่างที่คุณว่า ถ้าคุณยอมเปิดเผยเรื่องที่เราแต่งงานกัน ก็คงไม่ต้องแอบๆซ่อนๆ จริงไหม?"
            "อ้าว..แล้วไม่ใช่คุณหรอกเหรอที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ฉันจดทะเบียนด้วยน่ะ" เธอเถียงเสียงแข็ง
            "ผมขี้เกียจเถียงกับคุณแล้วเรื่องนี้น่ะ อยู่กันมาไม่รู้กี่เดือน ทะเลาะกันทีไรต้องอ้างเรื่องนี้ทุกที ทำเป็นเด็กๆไปได้"  เสียงของนิคก็ชักจะแข็งขึ้นมาเหมือนกัน "แล้วไอ้เรื่องเจ้าชู้น่ะ  ผมเคยทำหรือไง"

            "ใครจะไปรู้  คุณอยู่ที่โน่นฉันไม่รู้ไม่เห็นว่ามีใครแอบซ่อนไว้มั่งหรือเปล่า  ผู้หญิงที่โน่นก็สวยๆ เยอะแยะไม่ใช่หรือล่ะ"  เธอเถียงข้างๆคูๆ ตามที่คิดวาดภาพเอาเอง
            "สวยไม่สวยผมก็ไม่สนใจหรอก เพราะผมมีเมียแล้ว "
            "เชอะ  มีแล้วก็มีอีกได้นี่ อย่างพี่ณพไง หรือไม่จริง?"
            "นั่นมันอรรณพ  ไม่ใช่ผม ถ้าผมจะมีคนอื่นผมก็ต้องเลิกกับคุณเสียก่อน"
            "ไม่เห็นจำเป็นเลย มีแอบๆไม่ให้รู้ก็ได้นี่ เขาทำกันถมเถไป"

             "นึกว่าสนุกนักหรือไง มีเมียสองคนสามคนพร้อมๆกันน่ะ มีคนเดียวยังเรื่องมากขนาดนี้ ขืนมีมากกว่านี้คงได้ผูกคอตายแน่"  อีกฝ่ายทำเสียงขุ่นๆ  "จะหาเรื่องไปอีกนานไหมนี่ ไหนว่าง่วงนอนไง ทำไมไม่หลับเสียล่ะ ทำเป็นง่วงเพราะกลัวผมจะกวนใจไม่ใช่หรือ"

            เมื่อถูกเขาถามแทงใจดำพราวพรายก็อาละวาดทันที  "ก็อาจจะใช่ คุณกวนใจฉันมากเกินไป ฉันไม่ได้แต่งงานกับคุณ เพื่อมาเป็นแค่วัตถุทางเพศสำหรับคุณนะ"
            นิคตกใจจนต้องผลุดลุกขึ้นนั่ง  อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยเสียงเรียบสนิทว่า  "ที่พูดนั่นน่ะ หมายความว่าอย่างไร?"

            หญิงสาวก็อึ้งไปเหมือนกัน ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นหรอก แต่เมื่อหลุดปากออกไปแล้วก็คงต้องเลยตามเลย ได้แต่อ้อมแอ้มบอกเขาว่า  "ก้อ..ก้อ มาทีไรคุณก็ชอบเรียกร้องเรื่องนี้ทุกที จริงไหมล่ะ?"

            อีกฝ่ายมองหน้าเธออยู่นานก่อนจะถามอย่างตรงไปตรงมาว่า  "คุณไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่แต่งงานกันแล้วหรอกหรือ แล้วอีกอย่างเราก็มีเวลาอยู่ด้วยกันเดือนละสองสามวันเท่านั้น แค่นี้คุณยังคิดว่ามากเกินไปอีกหรือ?"

            พรายพรายไม่สามารถตอบได้เพราะยังขาดประสพการณ์ในเรื่องนี้อยู่มาก เมื่อเห็นเธอนิ่งอึ้งไม่มองหน้าเขา นิคก็กล่าวต่อว่า  "ผมพอจะรู้อยู่เหมือนกันว่าคุณไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ผมก็ไปหลงคิดว่าคุณคงถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่ค่อนข้างจะเข้มงวดกับเรื่องแบบนี้ ทำให้คุณอึดอัดไม่กล้าแสดงออก อีกอย่างผมก็ไม่อยากจะรุกเร้าคุณมากเกินไป ทั้งๆที่มันมีวิธีอีกมากมายที่จะทำให้คุณมองเรื่องเซ็กส์ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่กล้าเพราะกลัวคุณจะโกรธ กลัวคุณจะอาย แต่ไม่เคยคิดว่าคุณจะไม่พอใจกับเรื่องนี้ จนเห็นว่าผมเรียกร้องมากเกินไป"

            นิคเอื้อมมือไปเปิดไฟโคมหัวเตียงด้านของเขา ก่อนจะลุกออกจากเตียงเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ในขณะที่พราวพรายยังนอนอยู่บนเตียงในท่าเดิม ทำตาปริบๆมองตามเขาไป เธอไม่แน่ใจว่าเขาโกรธหรือเปล่า หน้าของเขาขรึมเฉยจนเธออ่านไม่ออก

            อีกครู่ต่อมาเขาก็เดินมานั่งลงริมเตียงด้านที่เธอนอนอยู่  มองหน้าเธออยู่นานก่อนจะพูดด้วยเสียงเรียบๆว่า  "ผมคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพูดเรื่องนี้กันให้เคลียร์  พราว สัญญาได้ไหมว่าถ้าผมถามอะไรบางอย่างคุณจะตอบผมตามตรง ไม่ต้องแกล้งตอบเพื่อเอาใจผม?"

            หญิงสาวมองเขาอย่างไม่เข้าใจว่าเขาจะถามอะไร ทำไมต้องขอให้เธอสัญญาเช่นนั้น แม้จะกลัวกับคำถามของเขาแต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่พยายามทำเสียงแข็งเมื่อบอกเขาว่า  "จะถามอะไรก็ถามมา ทำไมต้องมาคาดคั้นให้ฉันสัญญาแบบนั้นด้วย"

            "เพราะผมต้องการความจริง จะได้รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป คำถามของผมอาจจะทำให้คุณโกรธหรืออาย  แต่ผมก็อยากให้คุณตอบ"

           พอได้ยินเช่นนั้นพราวพรายก็รีบยันตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิกลางเตียง ไม่ไกลกับตรงที่นิคนั่งอยู่ ทั้งสีหน้าและสุ้มเสียงของเธอขุ่นขึ้นมาทันที เมื่อเดาได้ว่าเขาจะถามหรือพูดเรื่องอะไร 

           "อย่ามาถามฉันเรื่องบ้าๆของคุณนะ ฉันไม่ตอบหรอก คุณไม่มีสิทธิจะมาบังคับฉัน"
            อีกฝ่ายเลิกคิ้ว  "คุณรู้หรือว่าผมจะถามอะไรคุณ?"
            หญิงสาวไม่กล้าตอบอย่างที่คิด ได้แต่แชเชือนไปว่า  "รู้สิ ก็เรื่องที่คุณอยากรู้นักไม่ใช่หรือ ว่าฉันรักคุณมั่งหรือยังน่ะ"
            "เปล่า ไม่ใช่เรื่องนั้น ถ้าเป็นเรื่องนั้นผมไม่จำเป็นต้องถามหรอก ผมรู้อยู่แล้วละ แต่ที่ผมจะถามก็คือตั้งแต่ที่เราแต่งงานกันมา คุณมีความสุขบ้างหรือเปล่า"

            พราวพรายอึกอักอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตอบเขาได้  "บางเรื่องก็มีความสุข แต่..แต่บางเรื่องก็ไม่ชอบ"
            นิคมองพราวพรายเขม็งราวกับพยายามจะอ่านใจเธอให้ออก   "ที่ว่าไม่ชอบน่ะเรื่องอะไร?"
            เมื่อเธอไม่ตอบ ซ้ำมองไปทางอื่นไม่ยอมสบตาด้วย เขาก็รุกต่อ "ที่ไม่ตอบน่ะเพราะไม่อยากตอบ หรือตอบไม่ได้"
            "เอ๊ะ จะมาคาดคั้นอะไรฉันนักหนา ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เรื่องอะไรก็ไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องบอกคุณ"
            "ถ้างั้นผมถามคุณตรงๆก็ได้"  ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะถามว่า  "เรื่องเซ็กส์ใช่ไหม? หรือจะพูดให้ตรงกว่านี้ก็คือคุณไม่ชอบมีเซ็กส์กับผมใช่หรือเปล่า?"'
            พราวพรายชักตกใจที่เขารู้เท่าเธอขนาดนั้น แต่เรื่องอะไรจะยอมรับง่ายๆล่ะ  "อย่ามาพูดเรื่องบ้าๆกับฉันนะ  ฉันไม่ชอบฟัง"

            "ที่ผมต้องถามเพราะผมอดรู้สึกไม่ได้ ว่าคุณพยายามหาเรื่องปฏิเสธผมมาตลอด ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ทำท่าซังกะตาย ทำเหมือนกับผมจะปล้ำคุณไม่มีผิด ผมคิดว่าเรื่องทุกเรื่องมันมีเหตุมีผลอยู่ในตัวเองทั้งนั้น   คุณคงมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำแบบนั้น"

            หญิงสาวชักโกรธเมื่อรู้สึกว่าเขารุกเธอมากเกินไป เมื่อโกรธขึ้นมาก็ไม่คิดหน้าคิดหลัง ว่าเรื่องใดควรพูดหรือไม่ควรพูด เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องเซนซิทีฟที่คนฟังอาจจะรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะมันเกี่ยวกับอีโก้หรือศักดิ์ศรีของเขา
 
           "ถ้าอยากรู้นักฉันบอกให้ก็ได้ ว่าฉันไม่ชอบมีเซ็กส์ รำคาญมาก ไม่เห็นได้ความ"
 
            พราวพรายโพล่งออกไปอย่างที่คิด ไม่ได้ตระหนักแม้แต่น้อยว่าคำพูดของเธอ ทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายอย่างสาหัส เพราะมันเหมือนความเป็นชายของเขาถูกสบประมาทอย่างไม่ไว้หน้า ผู้ชายคนไหนจะทนได้เมื่อเมียประกาศออกมาอย่างชัดเจนเสียขนาดนั้น ราวกับเขาเป็นชายไร้ความสามารถที่จะทำให้เมียมีความสุขได้

            หน้าของนิคเผือดสีไปเล็กน้อย เขาอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะบอกพราวพรายที่กำลังมองเขาอยู่อย่างกึ่งตกใจกึ่งสะใจ ด้วยเสียงเรียบๆปราศจากอารมณ์ว่า  "คุณง่วงก็นอนเสียเถอะ ผมจะออกไปสูบบุหรี่ข้างนอก"

            หญิงสาวมองตามหลังนิคที่เดินออกประตูไปเงียบๆ รู้สึกโล่งใจที่เขาไม่มีทีท่าว่าจะโกรธกับคำพูดของเธอ แม้จะรู้ว่าไม่ควรพูดกับเขาแบบนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะบอกตัวเองว่าดีเหมือนกัน เขาจะได้รู้เสียทีว่าเธอคิดอย่างไรกับเรื่องเซ็กส์  ตอนนี้เมื่อรู้แล้วเขาก็คงไม่มาวุ่นวายกับเธออีก ส่วนเรื่องกอดๆจูบๆนั้นเธอไม่ว่าอะไรหรอก เพราะมันก็ทำให้เธอมีความสุขอยู่บ้างเหมือนกัน อีกพักใหญ่ต่อมาเธอก็หลับลงไปอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มผู้นั้นเข้ามานอนตรงที่ของเขาในอีกสองชั่วโมงต่อมา เขานอนหันหลังให้เธอเหมือนที่เธอนอนหันหลังให้เขา นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานกันมา ที่สามีหนุ่มภรรยาสาวนอนหันหลังให้กัน

            วันรุ่งขึ้นพราวพรายตื่นแต่เช้ากว่าที่เคย แต่นิคไม่ได้อยู่ในอพาร์ตเมนท์ หญิงสาวทำอาหารเช้าง่ายๆและต้มกาแฟเตรียมไว้ให้เขาเหมือนที่เคยทำ หลังจากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นิคกลับเข้ามาในอพาร์ตเมนท์ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาในชุดจ็อกกิ้ง เมื่อเห็นเธอนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารเขาก็กล่าวคำทักทายตามปกติ  สีหน้าของเขาก็เป็นปกติ

            "จะทานหรือยังคะ นิค ฉันจะได้ทอดไข่ดาวให้ อย่างอื่นทำเสร็จแล้วเหลือแต่ไข่ กะว่าจะทอดตอนที่คุณจะทาน จะได้ร้อนๆ"
            "ขอผมอาบน้ำก่อน แต่คุณจะทอดเลยก็ได้  ผมอาบน้ำไม่นานหรอก"
 
            เขาตอบเรียบๆแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอน กลับออกมาหลังจากนั้นอีกสิบนาที แต่งกายเรียบร้อยในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดสีอ่อน นั่งลงที่โต๊ะอาหารใกล้กับเธอ แล้วลงมือรับประทานขนมปังไข่ดาว กับแฮมและเบคอนสองสามชิ้นและกาแฟที่เธอรินใส่ถ้วยมาวางให้ตรงหน้า

            "วันนี้คุณอยากจะไปไหนหรือเปล่า?"  นิคถามหลังลุกจากโต๊ะอาหาร หยิบหนังสือพิมพ์ที่ซื้อติดมือมาตอนออกไปจ้อกกิ้ง ติดตัวไปนั่งลงที่เก้าอี้นวมตัวที่นั่งอยู่เป็นประจำเพื่อเตรียมอ่าน

            พราวพรายทำท่าคิดแล้วส่ายหน้า  "ยังไม่รู้เลย เช้าๆยังงี้ยังคิดไม่ออก แล้วคุณล่ะ จะออกไปไหนหรือเปล่า แต่งตัวเสียหล่อเชียว"
           "ผมมีธุระตอนสิบเอ็ดโมงกับเฟรด คุณคงจำได้ ที่ไปเที่ยวโขงเจียมด้วยกัน"  เห็นสีหน้าไม่ค่อยพอใจของเธอ เขาก็กล่าวต่อว่า  "ผมคงไปไม่นานหรอก จะซื้ออาหารกลางวันมาด้วย"

            "ไม่ต้องหรอกค่ะ ไหนๆไปเจอเพื่อนแล้วคุณจะกินกับเพื่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันทำอะไรง่ายๆกินเอง "  เห็นท่าทางเงียบๆของเขาแล้วพราวพรายก็เสนอเป็นเชิงเอาใจว่า  "มื้อเย็นเราไปกินที่ร้านเปิดใหม่ที่คุณบอกเมื่อคืนนี้ดีไหมคะ?"
"ก็ได้ "

            นิคออกไปก่อนสิบเอ็ดโมงเช้า เมื่อกลับมาในตอนบ่ายเขาบอกพราวพรายว่า  "เฟรดชวนไปดินเนอร์ตอนเย็น  คุณอยากไปไหม?"
           หญิงสาวทำหน้านิ่วเล็กน้อย  ความจริงเธอไม่อยากไปพบใครทั้งนั้น  "คุณอยากไปหรือเปล่าล่ะ ถ้าอยากก็ไปเถอะค่ะ ฉันหาอะไรกินเองที่นี่ก็ได้"
            "อย่าเลย ถ้าคุณไม่ไปผมก็ไม่ไปหรอก ไม่อยากทิ้งคุณไว้คนเดียว"

            สีหน้าเรียบเฉยของนิคทำให้พราวพรายไม่ค่อยสบายใจนัก เริ่มรู้สึกว่าเขาแปลกไป เขาพูดน้อยกว่าที่ควร ไม่ยิ้มแย้มหยอกล้อเธอเหมือนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ท่าทางของเขาทำให้หญิงสาวต้องรีบบอกเขาอย่างเอาใจว่า  "ฉันไปด้วยก็ได้ ว่าแต่เขาชวนคุณคนเดียวหรือเปล่า? เขาอาจจะไม่คิดว่าคุณจะเอาใครไปด้วย"

            "ผมบอกมันแล้วว่าถ้าจะไปผมจะพาแฟนไปด้วย มันก็โอเค มันก็จะเอาแฟนมันไปด้วยเหมือนกัน อยากแนะนำแฟนมันให้รู้จัก"
            พราวพรายมีสีหน้าตื่นเต้น  "ไม่ยักรู้ว่าเฟรดมีแฟนแล้ว แฟนเขามาจาก อเมริกาหรือคะ?"
            "เปล่าหรอก อยู่ที่นี่แหละ เป็นคนไทย เห็นว่าจะแต่งงานกันเร็วๆนี้ ต้องรีบแต่งเพราะอีกสองเดือนเฟรดจะย้ายกลับอเมริกา คำสั่งออกมาแล้ว"
 
            หญิงสาวชะงักกึกก่อนจะถามอย่างกระตือรือร้นว่า "จดทะเบียนกันเฉยๆ แบบเรา หรือคะ"
            "เห็นเฟรดว่าจะเข้าโบสถ์ด้วย"
 
            ชายหนุ่มเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันทีของพราวพราย เขารู้ว่าเธอกำลังคิดเปรียบเทียบกับเรื่องของตัวเองอยู่
 
            "แล้ว เอ้อ..ทางบ้านผู้หญิงเขายอมหรือคะ?"
            "ไม่รู้สิ  มันไม่ได้เล่าอะไรมาก"  แล้วนิคก็เปลี่ยนเรื่อง  "มันนัดไว้หกโมงเย็น ถ้าจะไปคุณก็ควรตรียมตัวได้แล้วมั้ง นี่ก็เกือบสี่โมงแล้ว  อ้อ..ร้านริมแม่น้ำน่ะ เอาไว้ไปกันวันหลังนะ"
 
            ตอนนี้หญิงสาวไม่นึกอยากไปพบเฟรด กับสาวไทยที่เป็นแฟนของเขาแล้ว  แต่จะกลับคำก็ไม่กล้า นิคยิ่งชอบหาว่าเธอทำตัวเหมือนเด็กๆ เปลี่ยนใจวันละร้อยหนอยู่ด้วย แต่แล้วก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
 
            "เฟรดรู้หรือเปล่าคะว่าคนที่คุณบอกว่าเป็นแฟนน่ะคือฉัน?"
            "รู้  ผมบอกมันเองแหละ"
            "แน่ใจนะว่าไม่ได้หลุดปากบอกว่าเป็นอะไรกัน"  เธออดไม่ได้ต้องคาดคั้นตามนิสัย
 
             นิคไม่ตอบเพราะเบื่อที่จะตอบคำถามแบบนี้  สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ของเขาทำให้พราวพรายไม่กล้าคาดคั้นเอาคำตอบ ได้แต่เปลี่ยนไปถามว่า "ฉันต้องแต่งตัวอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?"
 
             ตอนแรกพราวพรายคิดว่าจะแต่งตัวง่ายๆตามสบาย แต่เมื่อรู้ว่าแฟนของเฟรดเป็นผู้หญิงไทย เธอก็เริ่มอึดอัดแล้วก็คิดว่าถ้าจะไปก็คงจะต้องแต่งตัวให้ดีหน่อย  อย่างน้อยเจ้าหล่อนผู้นั้นจะได้ไม่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงบาร์หรือเมียเช่า
 
             "ยังไงก็ได้มั้ง มันชวนไปที่คลับเปิดใหม่ที่ผมบอกว่า อยากจะพาคุณไปนั่นแหละ คล้ายสโมสรเล็กๆ มีห้องอาหารด้วย มีแต่ฝรั่งทั้งนั้นไม่ค่อยมีคนไทย แต่อาหารอร่อยดี"
 
            พราวพรายนึกดีใจที่เพิ่งซื้อเสื้อผ้าใหม่มาสองชุด เธอรีบเข้าไปในห้องนอน หยิบชุดนั้นชุดนี้ขึ้นมาลองทาบกับตัว หมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้ากระจกนานสองนานก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกชุดไหนดี จนกระทั่งนิคเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเธอถามความเห็นเขาก็มองเสื้อสองชุด ที่กางอยู่บนเตียงครู่หนึ่งก็บอกว่า
 
            "ชุดเขียวนั่นก็สวยดีนี่"
            "แล้วชุดสีน้ำเงินขลิบม่วงนี่ล่ะคะ ไม่สวยเหรอ?" เธอคว้าชุดที่ว่ามาชูให้เขาดู  "แบบเก๋ดีออก"
            "ก็ดีเหมือนกัน"  พูดจบเขาก็เดินหลีกเธอหายเข้าไปในห้องน้ำ
 
            พราวพรายมองตามหลังนิคไป อดนึกไม่ได้ว่าเขาดูเนือยๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเคย แต่เธอก็คิดว่าเขาอาจจะมีเรื่องงานที่ไปคุยกับเฟรดให้ต้องคิดก็ได้ หลังจากนิคอาบน้ำเสร็จออกมาแต่งตัวใหม่ หญิงสาวก็เข้าไปอาบน้ำบ้าง แต่งตัวด้วยชุดสีเขียวมะกอกที่เขาบอกว่าสวย พร้อมที่จะออกไปดินเนอร์กับเพื่อนของเขาทั้งๆ ที่ไม่นึกอยากไปเลย เพราะกลัวว่าอาจจะไปเจอคนรู้จัก แต่ก็ต้องฝืนใจไปเพื่อเอาใจเขาบ้าง เผื่อสีหน้าขรึมๆของเขาจะกลับมาสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิม เธอไม่ชอบเลยเวลาที่เขาทำท่าเคร่งขรึมแบบนี้

 

 

 

edit @ 28 Nov 2009 06:27:27 by parkbeach