เวลาที่หายไป - บทที่ 3
posted on 27 Jan 2012 11:34 by parkbeach บทที่ 3 - ความทรงจำที่เลือนหาย
เช้าวันหนึ่งหนานคำซึ่งแต่งตัวเรียบร้อยผิดจากทุกวัน เดินเข้าไปพบคุณดนัยที่ห้องทำงาน เมื่อเข้าไปถึงเขาพบว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน พอเห็นหนานคำคุณดนัยก็พยักหน้าให้คอย อ่านเอกสารต่อไปจนจบจึงเงยหน้าขึ้น
" เอาเอกสารนี่ไปให้คุณกิจจาเซ็น แล้วรอเอากลับมาด้วย "
คุณดนัยผลักเอกสารที่เพิ่งอ่านจบไปให้หนานคำ ซึ่งยืนค้อมตัวอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารมาใส่ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เสร็จแล้วยังยืนรีรออยู่
" มีอะไรหรือ "
" ผมคงจะกลับช้านะขอรับ ว่าจะแวะไปดูคนเจ็บสักหน่อย นี่ก็เดือนกว่าแล้วที่เขานอนโรงพยาบาล "
คุณดนัยเงยหน้าขึ้นจากเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่กำลังจะอ่าน " เจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่โรงพยาบาล อีกหรือ ฉันนึกว่ามันหายจนกลับบ้านไปแล้วเสียอีก "
" ยังขอรับ ผมว่าจะไปถามไถ่ดูอาการสักหน่อย "
" เออ ดีแล้วละ ถ้ามันหายดีแล้วก็ถามดูว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน แล้วก็จ่ายค่ารถและเงินติดกระเป๋าให้มันไปบ้าง ส่วนค่ารักษาก็ให้ทางโรงพยาบาลส่งบิลมาก็แล้วกัน "
หนานคำค้อมศรีษะรับคำสั่ง เดินออกจากตึกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ ในรถนอกจากคำปันซึ่งเป็นคนขับแล้วยังมีหญิงรับใช้ในบ้านอีกสองคนติดรถ เข้าเมืองไปด้วย เพื่อไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นตามคำสั่งของนางบัวศรี หลังจากส่งนางสาวใช้ทั้งสองลงใกล้ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ นัดหมายเวลามารับกันเสร็จสรรพแล้วรถก็พาหนานคำไปที่บริษัทของนายกิจจา ส่งรับเอกสารกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไปส่งหนานคำที่โรงพยาบาล
นายแพทย์ประสพชัยรออยู่แล้วในห้องแพทย์ " อ้อ หนานคำ เข้ามาเลย เป็นไง คุณดนัยสบายดีหรือ ? "
หนานคำตอบสั้นๆว่า " ครับ " แล้วถามว่า " คนเจ็บเป็นยังไงบ้างครับ ? "
"เดี๋ยวไปดูเขากับผมหน่อย ตอนนี้อาการโดยทั่วไปของเขาไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ปอดบวมก็ไม่มี แผลก็ดีขึ้นจนเกือบหายสนิทแล้ว ขาข้างขวายังต้องเข้าเฝือกต่ออีกหน่อย "
ประสพชัยลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินนำหน้าพาหนานคำไปยังห้องพักผู้ป่วย ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางอีกปีกหนึ่งของตัวตึก ระหว่างที่เดินไปด้วยกันตามโถงยาว เขาบอกหนานคำว่า "ผมอยากให้คุณลองพูดคุยกับเขาดูหน่อย ผมถามอะไรเขาก็บอกแต่ว่าไม่รู้อยู่อย่างเดียว เขาอาจจะยอมพูดกับหนานคำก็ได้ ตอนนี้ผมสงสัยอยากเช็คอะไรบางอย่าง"
ห้องพักผู้ป่วยที่นายแพทย์ประสพชัยพาไปเป็นห้องพักชายรวม มีเตียงคนไข้อยู่ประมาณยี่สิบเตียง มีคนไข้นอนอยู่เต็มทุกเตียง ชายแปลกหน้าที่ทิพย์สุรางค์และกรไปช่วยมานอนอยู่บนเตียงสุดท้ายชิด หน้าต่าง ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างหมดทุกบาน ปล่อยให้สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาจนม่านสีขาวปลิวพะเยิบพะยาบ ชายหนุ่มผู้นั้นนอนหลับตามีผ้าห่มบางๆคลุมอยู่ตั้งแต่หน้าอกลงไป หนานคำสังเกตเห็นว่าเขาดูดีขึ้นกว่าวันที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ทันทีที่มือของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสเบาๆ ลงไปบนแขนที่อยู่นอกผ้าห่ม คนเจ็บก็ลืมตาขึ้น หันขวับมองมาที่คนทั้งสอง
" วันนี้เป็นยังไงบ้าง นายเคน " คุณหมอทักทาย
หนานคำหันไปถามประสพชัยว่า " อ้อ เขาชื่อเคนหรือครับ "
คุณหมอหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี " ผมตั้งให้เองแหละ ตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วละ เพราะทางโรงพยาบาลต้องทำประวัติคนไข้ ตอนนั้นเขายังไม่ได้สติ ผมนึกชื่อนี้ได้ก็เลยใส่ๆไปก่อน" แล้วเขาก็หันไปพูดกับคนไข้ต่อว่า "หนานคำมานี่แล้ว นายเคนลองคุยกับเขาดูหน่อยนะ "
คนเจ็บจ้องหนานคำเขม็ง ไม่พูดอะไรเลย มีแววหวาดระแวงไม่ไว้ใจฉายชัดออกมา
"เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกหรือเปล่า " หนานคำลองชวนพูดคุย แต่คนเจ็บก็ยังนิ่งจ้องหน้าเขาเฉยอยู่ แล้วเปลี่ยนกลับไปมองประสพชัย
"นายเคน จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย " นายแพทย์หนุ่มใหญ่ตั้งคำถามซึ่งถามซ้ำถามซากมาหลายครั้งหลายหน ซึ่งคนเจ็บจะตอบทุกครั้งว่าไม่รู้หรือไม่ก็ไม่ตอบอะไรเลย
คราวนี้คนเจ็บที่ถูกอุปโลกน์ให้ชื่อ "เคน " ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
นายแพทย์ประสพชัยเล่าให้หนานคำฟังต่อหน้าคนเจ็บว่า " วันแรกที่เขาฟื้นผมก็ถามเขาอย่างนี้แหละ แต่เขากลับย้อนถามผมว่าเขาอยู่ที่ไหน พอบอกว่าโรงพยาบาลเขาก็ถามต่อว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ ผมถามว่าจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ต้องมานอนโรงพยาบาล เขาก็จ้องหน้าผมแบบนี้แล้วก็ตอบว่าไม่รู้ แม้แต่ชื่อตัวเองก็บอกว่าไม่รู้อีก "
คราวนี้หนานคำเป็นฝ่ายถามบ้าง " บ้านช่องคุณอยู่ที่ไหน ทางเราจะได้ติดต่อญาติให้มาพบคุณ ? "
‘ นายเคน ’ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบเบาๆว่า " ผมจำไม่ได้ "
"แล้วจำได้ไหมว่าคุณมาที่นี่ได้ยังไง "
หนานคำพยายามซัก แต่ก็ไม่ได้คำตอบเหมือนเดิม เขาไม่แน่ใจว่าชายแปลกหน้าผู้นี้ จำอะไรไม่ได้จริงๆหรือมีเจตนาที่จะทำเป็นจำไม่ได้ อีกครู่ต่อมาหนานคำกับนายแพทย์หนุ่มเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยกลับไปที่ ห้องแพทย์ เมื่อลงนั่งเรียบร้อยแล้วนายแพทย์ประสพชัยก็กล่าวว่า
"ผมสงสัยว่าเขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ที่หัวของเขามีบาดแผลเหมือนถูกตีหรือถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง อาจจะเป็นโขดหินแถวลำธารที่คุณหนูไปเจอเขาก็ได้ ตอนนี้แผลหายเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ผมอยากจะส่งเขาไปสแกนสมองเพื่อหาสิ่งผิดปกติก่อน เพราะถ้าสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจจะมีผลให้คนไข้จำอะไรไม่ได้ ผมยังไม่แน่ใจว่าเขาสูญเสียความจำหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่ เขาอาจจะจำอะไรไม่ได้เพียงชั่วคราว เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่วัน ยังสับสนอยู่ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็คงจะค่อยๆจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ "
" เขาจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่ครับ "
"ต้องรอดูอาการทั่วไปอีกสักพักก่อน "
ประสพชัยนิ่งตรองอยู่อึดใจหนึ่ง มือก็พลิกดูแฟ้มประวัติของชายนิรนามคนนั้น " ที่ผมยังกังวลก็เรื่องสมองน่ะแหละ คิดว่าจะส่งเขาไปสแกนสมองที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือ ถ้าผลออกมาแน่ชัดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อสมอง เขาก็กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ถ้าได้ผลยังไงแล้วผมจะติดต่อแจ้งให้ทราบก็แล้วกัน ตอนนี้เราคงต้องช่วยดูแลเขาไปก่อน จนกว่าเขาจะจำชื่อญาติพี่น้องที่เราจะติดต่อให้เขาได้ "
พูดคุยกันอีกสองสามคำหนานคำก็ลากลับ ก่อนจะกลับเขาฝากเงินจำนวนหนึ่งไว้กับประสพชัย เพื่อมอบให้คนเจ็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นค่ารถกลับบ้าน ถ้าเขาเกิดจำขึ้นมาได้ว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน
หนานคำกลับมาที่เวียงพุกามในตอนพลบค่ำ คุณดนัยและบุตรสาวรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว เพิ่งย้ายออกไปที่ห้องนั่งเล่น หนานคำขึ้นมาบนตึก เอาเอกสารที่รับจากในเมืองไปวางไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของคุณดนัย แล้วก็เข้ามารายงานเรื่องชายแปลกหน้าคนนั้นให้เจ้านายทราบ
"นายเคนอาการดีขึ้นมากแล้วขอรับ คงจะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆนี้ "
คุณดนัยทำหน้าฉงน " นายเคนน่ะใคร"
หนานคำยิ้มแหยๆ เขาลืมไปแล้วว่ายังไม่มีใครรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้นชื่ออะไร "เอ้อ ผู้ชายคนที่คุณหนูไปช่วยมาจากลำธารน่ะขอรับ ที่เราส่งไปโรงพยาบาล "
ทิพย์สุรางค์ซึ่งกำลังฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ พูดลอยๆออกมาว่า "เชยชะมัด "
"เอ้อ..คุณหมอประสพชัยเป็นคนตั้งให้ครับ คุณหนู " แล้วเขาก็รีบขยายความต่อ เมื่อทั้งคุณดนัยและคุณหนูมองเขาเป็นตาเดียวกัน "คุณหมอบอกว่าเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ เพราะสมองคงจะกระทบกระเทือนไปบ้าง แต่อีกไม่นานก็คงหายดี คุณหมอจะส่งเขาไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ถ้าไม่มีอะไรก็จะให้กลับบ้าน "
"ญาติพี่น้องเขามาแล้วหรือ "
"ยังไม่มีใครมาติดต่อเลยครับ คุณหมอประสพชัยกำลังหาทางช่วยเขาอยู่ แกบอกว่าถ้าไม่มีใครมาตามหาเขา ทางเราอาจจะต้องช่วยดูแลเขาไปพลางๆก่อน " หนานคำรายงานแบบรวดรัดเท่าที่จำเป็น เพราะรู้ว่าเจ้านายของเขาไม่ชอบฟังอะไรที่จุกจิก
"ถ้าไม่ใช่คนร้ายหรือหนีคดีมาเราก็อาจจะพอช่วยได้ แกก็รู้นี่ว่าที่นี่ไม่รับคนที่มีประวัติอาชญากรรม แต่ก็ไม่เป็นไร รอให้หายออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน ถ้ายังไม่มีที่ไปก็จะคิดดูอีกที"
คุณดนับพยักหน้าเป็นเชิงว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น ส่วนคุณหนูหมดความสนใจทั้งในเพลงที่กำลังฟังอยู่และเรื่องที่หนาน คำกำลังเล่า เธอหันมาขอตัวกับบิดาแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป
หนึ่งเดือนต่อมาหนานคำไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนายแพทย์ประสพชัยให้พยาบาลโทรศัพท์มาตาม เจ้าของห้องพูดขึ้นทันทีโดยไม่มีอารัมภบท เมื่อหนานคำเดินเข้ามาในห้องแพทย์
" ผมเรียกคุณมาวันนี้เพื่อจะคุยกันเรื่องนายเคน ผลการสแกนสมองของเขาออกมาแล้ว ถึงจะได้รับความกระทบกระเทือนบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เรายังไม่รู้แน่ว่าทำไมเขาถึงยังจำอะไรไม่ได้ อาจเป็นกลไกทางจิตก็ได้ ที่ปิดกั้นเขาไม่ให้จำเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นได้ "
" แล้วต้องทำยังไงต่อไปครับคุณหมอ" หนานคำซัก
" คงต้องใช้เวลาสักระยะอย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เขาอาจจะจำอะไรไม่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายของคนเรามีกลไกฟื้นฟูหรือปกป้องตัวเอง บางคนที่มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงก็อาจจะจำสิ่งร้ายๆที่ เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจิตใจจะบล้อคมันเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด มันมีหลายกรณี แต่ในกรณีของนายเคนนี่ผมมั่นใจว่าอาการของเขาจะค่อยๆดีขึ้น แล้วเขาก็จะจำทุกอย่างได้ในไม่ช้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคนด้วย " นายแพทย์หนุ่มอธิบาย
" ตอนนี้เขาเริ่มจำชื่อจำบ้านเขาได้บ้างหรือยังครับ มีญาติมาติดต่อบ้างไหม"
" เขาว่าเขายังจำไม่ได้นะ ญาติก็ไม่เห็นมีมาติดต่อนี่ "
" แล้วเราจะทำยังไงกับเขาดีล่ะครับ คุณหมอ " หนานคำรู้สึกกลุ้มใจ " คุณหมอยังต้องรักษาเขาต่ออีกหรือเปล่า"
" ร่างกายเขาหายเป็นปกติแล้ว แต่คงต้องพักฟื้นต่ออีกสักพัก ส่วนความจำก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ให้เวลาเขาหน่อย "
" เขาจะต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกหรือครับ" หนานคำถาม
ประสพชัยโบกมือ " ไม่ต้องแล้ว ไม่จำเป็น จะได้เอาเตียงให้คนไข้อื่นด้วย ถ้ายังไงหนานคำก็พาเขากลับไปเวียงพุกามด้วยกันวันนี้เลย "
หนานคำทำสีหน้าตกใจ "โอ๊ะ..ผมต้องพาเขากลับไปด้วยหรือครับ จะดีหรือครับ ความจริงพวกเราก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับเขาเลย ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เจ้านายผมจะว่ายังไงล่ะนี่" เขาโอดครวญ
นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วปลอบว่า " ก็ให้เขาอาศัยอยู่ที่นั่นสักพักหนึ่งพอให้ฟื้นตัว ถ้าเขายังไม่มีที่ไปก็หางานอะไรให้เขาทำก็ได้นี่นา ที่โน่นก็มีงานให้ทำเยอะแยะไม่ใช่หรือ"
" โธ่! คุณหมอ เขาเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ถ้าเขาเกิดเป็นคนร้ายล่ะครับ เรามิแย่หรือ "
หนานคำยังกังวลไม่เลิก เพราะถึงเวียงพุกามจะมีบริวารที่รับใช้อยู่บนตึกและคนงานในไร่และโรง บ่มจำนวนหลายสิบคน แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่กันมานานเกินสิบปี ทั้งนี้เพราะคุณดนัยมักจะเลี้ยงทั้งครอบครัวตั้งแต่รุ่นแรกๆที่มาช่วย กันบุกเบิก ส่วนใหญ่จึงไว้ใจได้ มีเด็กหนุ่มๆที่เพิ่งมาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่คนเหล่านี้ก็มักเป็นคนที่บริวารเก่าๆของคุณดนัยพามาทั้งสิ้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต
"เท่าที่ดูทั่วๆไป ผมว่าเขาคงไม่ใช่คนร้ายหนีตำรวจหรือหนีคดีมาหรอกน่า หนานคำก็ช่วยดูๆเขาไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ให้เขาออกจากเวียงพุกามไปเสีย "
เมื่อเห็นความวิตกของหนานคำนายแพทย์หนุ่มจึงเลิกล้มความคิดที่จะบอก หนานคำ ว่าตามร่างกายที่อยู่ในร่มผ้าของชายหนุ่มผู้นั้น มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากกระสุนปืนและอาวุธมีคมอยู่หลายแห่ง ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าคนที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตอนที่ยังอยู่ที่เวียง พุกามจะสังเกตเห็นหรือไม่ นอกจากนี้ตอนตรวจร่างกายของชายผู้นั้นโดยละเอียดเมื่อแรกมาถึงโรงพยาบาล นายแพทย์หนุ่มพบว่าข้อมือทั้งสองข้างของเขามีรอยเหมือนเคยถูกใส่กุญแจมือ รอยนั้นจางลงไปมากแล้วจากการชะล้างของกระแสน้ำและระยะเวลาที่แช่อยู่ ในน้ำ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้อยู่ดี
ประสพชัยสันนิษฐานว่าชายนิรนามผู้นี้คงจะถูกจับมัดมือไพล่หลังแล้วใส่ กุญแจมือ หลังจากทำร้ายเขาจนหมดสติคนร้ายคงจะนำเขาไปโยนทิ้งน้ำจากที่ใดที่ หนึ่ง ในเขตป่าเปลี่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากเวียงพุกามนัก ก่อนจะโยนเขาลงไปในลำธาร คงจะได้เอากุญแจมือออกแล้ว เพื่ออำพรางหลักฐานให้ดูประหนึ่งว่าเขาจมน้ำตายเอง นายแพทย์หนุ่มกลัวว่าถ้าเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ออกไปจะยิ่งทำให้หนานคำ วิตกมากยิ่งขึ้น
"นี่ผมก็ถ่ายรูปเขาเอาไว้แล้ว ว่าจะเอาติดบอร์ดโรงพยาบาลประกาศหาญาติ ถ้ามีใครติดต่อมาผมก็จะแจ้งไปที่คุณก็แล้วกัน ตอนนี้ก็ช่วยๆกันไปก่อน ส่วนเรื่องประวัติอาชญากรรมผมกำลังขอให้ผู้กองชาตรีที่กองกำกับฯ ช่วยอยู่ แต่มันยากตรงที่เราไม่รู้ชื่อจริงของเขา อาจจะต้องใช้วิธีตรวจสอบลายนิ้วมือ ผมจะลองคุยกับผู้กองดูอีกที หนานคำก็รายงานคุณดนัยให้ทราบตามนี้ก็แล้วกัน " กล่าวจบนายแพทย์ประสพชัยก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ไปเถอะ เคนคอยอยู่แล้วที่หน้าตึก "
คนทั้งสองออกจากห้องแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านบริเวณที่จัดไว้ให้คนไข้นั่งรอเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ในห้องตรวจเล็กๆที่เรียงรายกันอยู่หลายห้อง ลงบันไดสองสามขั้นที่นำไปสู่ลานปูนหน้าตึก เคนนั่งรออยู่แล้วบนม้าหินยาวที่อยู่ตรงกันข้ามกับลานนี้ ข้างตัวเขามีถุงกระดาษขนาดใหญ่มีหูหิ้วซึ่งมีของบรรจุอยู่จนโป่งออกมา เมื่อเดินใกล้เข้าไปหนานคำสังเกตว่า ชายแปลกหน้าผู้นั้นดูแปลกไปจากวันแรกที่เห็น และแม้แต่วันที่เขาเข้าไปเยี่ยมถึงห้องคนไข้
ตอนแรกหนานคำคิดว่าคงเป็นเพราะเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกและ กางเกงขายาวสีดำ ซึ่งคงจะเป็นเสื้อผ้าที่นายแพทย์ประสพชัยจัดหามาให้ หรือได้รับบริจาคมา แม้เสื้อกางเกงชุดนั้นจะดูสะอาดหมดจด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นของใช้แล้วและไม่พอดีกับขนาดตัวของเขา อาจเป็นท่านั่งกอด อกหลังตรง ดวงหน้าก้มต่ำตาจ้องนิ่งไปที่ปลายเท้าที่ทอดยาวออกไปและไขว้กันอยู่ก็ เป็นได้ ประสพชัยร้องเรียกชื่อเขาสองสามครั้งและเดินเข้าไปจนถึงตัว เคนจึงเงยหน้าขึ้น พร้อมกับชักเท้ากลับเข้าเข้าหาตัว คลายมือที่กอดอกอยู่ออก เป็นตอนนั้นเองที่หนานคำตระหนักว่า ที่เขาเห็นชายหนุ่มผู้นั้นดูแปลกตาไปไม่ใช่เพราะเสื้อผ้า แต่เป็นอะไรบางอย่างในลักษณะท่าทีของเขาที่โดดเด่นออกมาจนสะดุดตา หน้าคมคายที่ขณะนี้ปราศจากหนวดเครารกรุงรัง ดูมีสง่าราศี ผิดแผกแตกต่างไปจากชายนิรนาม คนที่ถูกหามขึ้นไปนอนแน่นิ่งเหมือนตายอยู่บนตั่งใหญ่ ในตึกหน้าของเวียงพุกามเมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา สีหน้าเฉยเมยของเขาดูสุภาพ แต่แววตาที่แลมาสบตาของหนานคำขณะนี้ช่างขรึมเศร้าและอ้างว้าง
" เคน! หนานคำมารับแล้วละ ไปพักที่เวียงพุกามก่อนนะ อย่าเพิ่งไปทำอะไรที่หนักแรงล่ะ นายยังต้องพักฟื้นอีกสักพัก เรื่องญาติไม่ต้องห่วง ทางเราจะช่วยสืบหาให้ เรื่องที่นายยังจำอะไรไม่ได้น่ะ ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก มันคงจะดีขึ้นเรื่อยๆแหละ ว่างๆฉันจะเข้าไปเยี่ยม ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกหนานคำก็แล้วกัน "
นายแพทย์ประสพชัยสั่งเสียเสร็จก็ตบไหล่เคน พยักหน้ากับหนานคำแล้วเดินกลับขึ้นตึกไป
"ไปกันเถอะ" หนานคำกล่าวกับเคน
เมื่อชายหนุ่มคนนั้นหยิบถุงกระดาษข้างตัวมาถือแล้วลุกขึ้นยืน หนานคำก็ได้เห็นเป็นครั้งแรกว่าเขาสูงมาก สูงกว่าตัวเขาเองซึ่งสูงประมาณ 168 ซ.ม. เขากะคร่าวๆว่าเคนคงสูงไม่ต่ำกว่า 180 ซ.ม. ท่ายืนตัวตรงอกผายไหล่ผึ่งโดยไม่รู้ตัวซึ่งดูเป็นธรรมชาติเฉพาะตัวของ เขานั้น สะกิดใจหนานคำขึ้นมาครามครัน เขาไม่รู้ว่าเคนเป็นใครมาจากไหนหรือมีจุดประสงค์อะไร แต่ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้ มีอะไรบางอย่างที่ทำให้หนานคำวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไร จะกดเขาลงไปเท่ากับพวกลูกน้องก็รู้สึกขัดๆ จะยกย่องเขาเท่าพวกแขกที่มาเยือนเวียงพุกามก็รู้สึกแปลกๆ
แต่ในที่สุดหนานคำก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าเคนจะเป็นใครมาจากไหน แต่ตราบที่เขายังไม่สามารถแสดงสถานภาพที่แท้จริงของเขาออกมาได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือตราบเท่าที่เขายังต้องพึ่งพาอาศัยเวียงพุกาม อยู่ ในกรณีที่คุณดนัยตกลงที่จะให้งานเขาทำตามคำขอร้องของนายแพทย์ประสพชัย เขาก็จะต้องอยู่ในฐานะคนงานหรือลูกจ้างคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อยินยอมรับเงื่อนไขของการเป็นลูกจ้าง เขาก็ต้องปฏิบัติตนและได้รับการปฏิบัติต่อ เหมือนลูกจ้างคนอื่นๆในเวียงพุกามโดยไม่มีข้อยกเว้น
พอตัดสินใจได้แล้ว หนานคำก็เดินนำหน้าพาเคนไปขึ้นรถจิ๊ป ที่จอดคอยอยู่แล้วในลานจอดรถของโรงพยาบาล เขาขึ้นนั่งด้านหน้าคู่กับคำปัน ปล่อยให้เคนปีนขึ้นไปนั่งด้านหลัง ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมงที่รถวิ่งแยกจากทางหลวง ลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆที่วกวนขึ้นๆลงๆ ไปตามลาดเขาที่ค่อยๆทอดตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หนานคำเห็นจากกระจกมองหลังว่าชายหนุ่มที่โดยสารมาด้วย ตั้งอกตั้งใจเหลียวมองดูภูมิประเทศสองข้างทาง ที่บางตอนรกครึ้มไปด้วยดงไม้ทึบ บางตอนก็เป็นหน้าผาสูงชัน มองลงไปเห็นลำธารเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวเหมือนงูตัวผอมๆ ลับหายไปตามไหล่เขาที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แล้วกลับวกเวียนโผล่ออกมาใหม่ พื้นที่บางตอนเป็นไร่ชาไร่อ้อยและไร่กล้วยของชาวบ้าน นานๆจะเจอหมู่บ้านเล็กๆสักแห่งหนึ่ง
บางครั้งเมื่อหนานคำหันไปมองตรงๆ เขาก็ได้พบดวงตาซื่อแกมครุ่นคิดที่มองกลับมา ชายแปลกหน้าผู้นี้ท่าทางจะเป็นคนไม่ช่างพูด เพราะตั้งแต่พบกันมาเขาพูดน้อยมาก ถ้าถามเขาก็ตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ
" อ้อ..ในถุงที่เอามาด้วยนั่นมีอะไรหรือ"
ในที่สุดหนานคำก็ถามขึ้นมา เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเคนถือถุงใหญ่มาด้วยใบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เขากอดมันไว้แนบอกราวกับสมบัติล้ำค่า คำถามนี้มีนัยสำคัญที่จะตรวจสอบ เพราะเขายังหวาดระแวงชายแปลกหน้าผู้นี้อยู่ ใครจะไปรู้ว่าในถุงใบนั้นมีอะไรบ้าง ถ้ามีปืนหรือมีดอยู่ในนั้นล่ะ?
ชายหนุ่มก้มลงมองถุงดังกล่าวก่อนตอบด้วยเสียงและสีหน้าเรียบๆว่า "เสื้อผ้าที่คุณหมอให้ผมไว้ใช้ แล้วก็พวกของใช้ส่วนตัว"
หนานคำถือโอกาสนั้นซักถามต่อไป " คุณเคยมาที่แม่ฮ่องสอนนี่ไหม ผมหมายถึงก่อนหน้านี้น่ะ "
เคนนิ่งไปอึดใจเต็มๆ " ที่นี่คือแม่ฮ่องสอนหรือ ผมไม่แน่ใจ ผมจำไม่ได้" แล้วเขาก็ถามหนานคำบ้างว่า "คุณหมอบอกว่าผมถูกทำร้าย แต่มีคนมาช่วยผมไว้ ไม่ทราบว่าใครที่ช่วยผม คุณหรือเปล่า "
หนานคำอึกอัก ไม่แน่ใจว่าควรจะตอบอย่างไร แต่ในที่สุดเขาเลือกตอบว่า " ก็คนในเวียงพุกามของเรานั่นแหละ เขาไปทำธุระแถวนั้นแล้วพบคุณนอนหมดสติอยู่กลางลำธาร คุณโชคดีมากนะ เพราะปกติแถวนั้นเป็นที่เปลี่ยวไม่ค่อยมีใครเข้าไปถึงหรอก "
ชายหนุ่มทำท่าเหมือนพยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้รับเอาไว้
" ว่าแต่ว่าทำไมคุณถึงไปอยู่แถวนั้นได้ล่ะ ท่าทางคุณไม่ใช่คนทางนี้ มาจากกรุงเทพฯหรือเปล่า ? "
คราวนี้หนานคำตะแคงหันหน้ามาทางหลังรถ ตั้งคำถามหลายคำถามติดๆกัน เขาคิดว่าควรจะต้องหาทางจับพิรุธให้ได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ว่าเคนจำอะไรที่ผ่านมาไม่ได้
ชายนิรนามนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า " ผมไม่รู้ ถึงคุณจะถามอะไรผมก็คงตอบได้แค่นี้แหละ "
เขาหยุด แต่แล้วก็รีบพูดต่อไปโดยเร็วด้วยเสียงที่แสดงถึงความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่าย " ผมไม่ได้โกหก ผมจำได้ตั้งแต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล จนถึงตอนนี้ที่เดินทางมากับคุณเท่านั้น"
เมื่อเห็นหนานคำนิ่งอึ้งเขาก็กล่าวต่อว่า " ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกคุณ ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าผมเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ "
ตอนนี้น้ำเสียงของเขามีวี่แววของความอัดอั้นตันใจและวิงวอน "โปรดเชื่อผมเถอะ ถึงผมจะยังไม่รู้ว่าผมเป็นใคร มาจากไหน แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงไม่ใช่คนร้าย "
หนานคำหันกลับไป ทันได้เห็นสายตาของคำปันที่เหลือบมาสบตาเขาพอดี แววตานั้นแสดงความไม่เชื่อถือในคำพูดของชายหนุ่มแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แววตานั้นเหมือนจะสื่อสารอย่างเงียบๆกับหัวหน้าของเขาว่า " ผู้ร้ายที่ไหนมันจะยอมรับว่าเป็นผู้ร้ายล่ะ " เขาก็เหมือนกับหนานคำนั่นแหละ ที่ไม่ไว้ใจชายแปลกหน้า ที่เรียกกันว่านายเคนเลย
หนานคำซึ่งมีสีหน้ากังวลพูดเบาๆกับคำปันว่า " ยังบ่ฮู้เล๊ยว่าจะเอาจั๋งใด เจ้านายก็บ่อยู่เสียด้วยซิ ไปกรุงเทพฯกับคุณหนู เห็นว่ามีธุระกับคุณใหญ่ คงอีกหลายวันกว่าจะกลับ "
คำปันถามว่า " นายท่านฮู้เฮื่องนี้บ่ครับ หัวหน้า"
"ยังบ่ฮู้ดอก เฮาเองก็เพิ่งฮู้วันนี้เองว่าต้องพาเปิ้นมาด้วย แต่เห็นคุณหมอบอกว่าจะคุยกับท่านเองนี่ "
"แล้วหัวหน้าจะให้เปิ้นไปอยู่ตี้ใดล่ะ ห้องพักคนโสดก็ดูเหมือนจะไม่มีว่างเลยนี่ครับ "
คำถามของคำปันทำให้หนานคำนิ่งอึ้งไป เวียงพุกามมีคนงานจำนวนไม่น้อย มีทั้งคนที่มีครอบครัวแล้วและคนโสด พวกคนโสดซึ่งเป็นชายล้วน พักอาศัยอยู่ห้องละสองคนในเรือนแถวยาว ใกล้กับบริเวณโรงบ่มใบยาสูบและอยู่ห่างกันคนละทิศกับตึกใหญ่ซึ่งเป็น ที่พักอาศัยของเจ้านาย ส่วนผู้ที่มีครอบครัวแล้ว มีบ้านพักเป็นสัดส่วนต่างหากแยกเป็นหลังๆ เล็กบ้างใหญ่บ้างตามจำนวนของสมาชิกในครอบครัว บ้านพักเหล่านี้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวเพราะตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ ห่างๆ ทุกหลังปลูกในลักษณะกึ่งกระท่อมที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม บางหลังซ่อนอยู่หลังสุมทุมพุ่มไม้ ใบดกหนา บางหลังอยู่บนเนินเตี้ยๆ แต่มีต้นไม้ใหญ่บังเอาไว้ และบางหลังก็อยู่ใกล้กับลำห้วยเล็กๆที่ไหลผ่านมาจากภูเขาสูง ที่อยู่ห่างไกลและไหลผ่านไปเรื่อยๆเพื่อไปลงลำน้ำใหญ่
"เดี๋ยวคงต้องดูอีกทีว่าจะเอาจั๋งใด จะให้เปิ้นไปอยู่บ้านรับรองแขกก็คงบ่ดี " หนานคำพึมพำ
นิ่งกันไปพักหนึ่งคำปันซึ่งทำหน้าที่ขับรถไปเรื่อยๆ ก็เอ่ยขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่า "ให้เปิ้นไปอยู่กับตาเป็งก่อนดีไหมครับ ตั้งแต่ที่แม่เฒ่าตายไปเมื่อต้นปีแกก็อยู่คนเดียวมาตลอด ถ้าคุณท่านกลับมาก็ค่อยว่ากันอีกที"
"เออ จริงของแก"
หนานคำรู้สึกโล่งใจที่ปัญหาดังกล่าวมีทางออก และเมื่อคิดไปคิดมาแล้วเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าท่า เพราะเขาไม่อยากปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ให้อยู่ตามลำพัง อย่างน้อยตาเฒ่าเป็งซึ่งชราภาพแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงเพราะการทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่จงรักภักดีต่อคุณดนัยและคุณหนูแบบมอบกายถวายชีวิต มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ปานนี้ นอกจากนี้แกยังเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ การให้เคนไปอยู่ด้วยจะทำให้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขาไม่รอดพ้นสาย ตาของแกไปได้ หนานคำผ่านชีวิตมานานมีประสพการณ์มามาก เขายึดมั่นในหลักการที่ว่า " รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง" มาตลอดตั้งแต่สมัยที่เป็นทหาร
ตลอดเวลาที่คนทั้งสองพูดคุยกันด้วยเสียงที่เบาบ้างดังบ้าง เป็นภาษาท้องถิ่นบ้าง ภาษาภาคกลางบ้างเกี่ยวกับตัวเขาราวกับว่าเขาไม่มีตัวตน เคนนิ่งฟังอยู่เงียบๆ เขาจะรู้สึกอย่างไรไม่มีใครเข้าใจ หรือแม้แต่จะสนใจ ทั้งหนานคำและคำปันต่างก็เห็นพ้องต้องกันอยู่ในใจว่าเขาไม่มีสิทธิ เลือกว่าอยากจะอยู่ตรงไหน อย่างไร เพราะเขาเหมือนคนจรที่มาขอพึ่งพิงเวียงพุกาม ถ้าเขาอยากอยู่ที่นี่เขาจะต้องทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ ไม่มีปากมีเสียง ไม่งั้นก็ควรจะไปเสีย
" เอาเอกสารนี่ไปให้คุณกิจจาเซ็น แล้วรอเอากลับมาด้วย "
คุณดนัยผลักเอกสารที่เพิ่งอ่านจบไปให้หนานคำ ซึ่งยืนค้อมตัวอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารมาใส่ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เสร็จแล้วยังยืนรีรออยู่
" มีอะไรหรือ "
" ผมคงจะกลับช้านะขอรับ ว่าจะแวะไปดูคนเจ็บสักหน่อย นี่ก็เดือนกว่าแล้วที่เขานอนโรงพยาบาล "
คุณดนัยเงยหน้าขึ้นจากเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่กำลังจะอ่าน " เจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่โรงพยาบาล อีกหรือ ฉันนึกว่ามันหายจนกลับบ้านไปแล้วเสียอีก "
" ยังขอรับ ผมว่าจะไปถามไถ่ดูอาการสักหน่อย "
" เออ ดีแล้วละ ถ้ามันหายดีแล้วก็ถามดูว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน แล้วก็จ่ายค่ารถและเงินติดกระเป๋าให้มันไปบ้าง ส่วนค่ารักษาก็ให้ทางโรงพยาบาลส่งบิลมาก็แล้วกัน "
หนานคำค้อมศรีษะรับคำสั่ง เดินออกจากตึกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ ในรถนอกจากคำปันซึ่งเป็นคนขับแล้วยังมีหญิงรับใช้ในบ้านอีกสองคนติดรถ เข้าเมืองไปด้วย เพื่อไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นตามคำสั่งของนางบัวศรี หลังจากส่งนางสาวใช้ทั้งสองลงใกล้ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ นัดหมายเวลามารับกันเสร็จสรรพแล้วรถก็พาหนานคำไปที่บริษัทของนายกิจจา ส่งรับเอกสารกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไปส่งหนานคำที่โรงพยาบาล
นายแพทย์ประสพชัยรออยู่แล้วในห้องแพทย์ " อ้อ หนานคำ เข้ามาเลย เป็นไง คุณดนัยสบายดีหรือ ? "
หนานคำตอบสั้นๆว่า " ครับ " แล้วถามว่า " คนเจ็บเป็นยังไงบ้างครับ ? "
"เดี๋ยวไปดูเขากับผมหน่อย ตอนนี้อาการโดยทั่วไปของเขาไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ปอดบวมก็ไม่มี แผลก็ดีขึ้นจนเกือบหายสนิทแล้ว ขาข้างขวายังต้องเข้าเฝือกต่ออีกหน่อย "
ประสพชัยลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินนำหน้าพาหนานคำไปยังห้องพักผู้ป่วย ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางอีกปีกหนึ่งของตัวตึก ระหว่างที่เดินไปด้วยกันตามโถงยาว เขาบอกหนานคำว่า "ผมอยากให้คุณลองพูดคุยกับเขาดูหน่อย ผมถามอะไรเขาก็บอกแต่ว่าไม่รู้อยู่อย่างเดียว เขาอาจจะยอมพูดกับหนานคำก็ได้ ตอนนี้ผมสงสัยอยากเช็คอะไรบางอย่าง"
ห้องพักผู้ป่วยที่นายแพทย์ประสพชัยพาไปเป็นห้องพักชายรวม มีเตียงคนไข้อยู่ประมาณยี่สิบเตียง มีคนไข้นอนอยู่เต็มทุกเตียง ชายแปลกหน้าที่ทิพย์สุรางค์และกรไปช่วยมานอนอยู่บนเตียงสุดท้ายชิด หน้าต่าง ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างหมดทุกบาน ปล่อยให้สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาจนม่านสีขาวปลิวพะเยิบพะยาบ ชายหนุ่มผู้นั้นนอนหลับตามีผ้าห่มบางๆคลุมอยู่ตั้งแต่หน้าอกลงไป หนานคำสังเกตเห็นว่าเขาดูดีขึ้นกว่าวันที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ทันทีที่มือของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสเบาๆ ลงไปบนแขนที่อยู่นอกผ้าห่ม คนเจ็บก็ลืมตาขึ้น หันขวับมองมาที่คนทั้งสอง
" วันนี้เป็นยังไงบ้าง นายเคน " คุณหมอทักทาย
หนานคำหันไปถามประสพชัยว่า " อ้อ เขาชื่อเคนหรือครับ "
คุณหมอหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี " ผมตั้งให้เองแหละ ตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วละ เพราะทางโรงพยาบาลต้องทำประวัติคนไข้ ตอนนั้นเขายังไม่ได้สติ ผมนึกชื่อนี้ได้ก็เลยใส่ๆไปก่อน" แล้วเขาก็หันไปพูดกับคนไข้ต่อว่า "หนานคำมานี่แล้ว นายเคนลองคุยกับเขาดูหน่อยนะ "
คนเจ็บจ้องหนานคำเขม็ง ไม่พูดอะไรเลย มีแววหวาดระแวงไม่ไว้ใจฉายชัดออกมา
"เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกหรือเปล่า " หนานคำลองชวนพูดคุย แต่คนเจ็บก็ยังนิ่งจ้องหน้าเขาเฉยอยู่ แล้วเปลี่ยนกลับไปมองประสพชัย
"นายเคน จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย " นายแพทย์หนุ่มใหญ่ตั้งคำถามซึ่งถามซ้ำถามซากมาหลายครั้งหลายหน ซึ่งคนเจ็บจะตอบทุกครั้งว่าไม่รู้หรือไม่ก็ไม่ตอบอะไรเลย
คราวนี้คนเจ็บที่ถูกอุปโลกน์ให้ชื่อ "เคน " ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
นายแพทย์ประสพชัยเล่าให้หนานคำฟังต่อหน้าคนเจ็บว่า " วันแรกที่เขาฟื้นผมก็ถามเขาอย่างนี้แหละ แต่เขากลับย้อนถามผมว่าเขาอยู่ที่ไหน พอบอกว่าโรงพยาบาลเขาก็ถามต่อว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ ผมถามว่าจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ต้องมานอนโรงพยาบาล เขาก็จ้องหน้าผมแบบนี้แล้วก็ตอบว่าไม่รู้ แม้แต่ชื่อตัวเองก็บอกว่าไม่รู้อีก "
คราวนี้หนานคำเป็นฝ่ายถามบ้าง " บ้านช่องคุณอยู่ที่ไหน ทางเราจะได้ติดต่อญาติให้มาพบคุณ ? "
‘ นายเคน ’ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบเบาๆว่า " ผมจำไม่ได้ "
"แล้วจำได้ไหมว่าคุณมาที่นี่ได้ยังไง "
หนานคำพยายามซัก แต่ก็ไม่ได้คำตอบเหมือนเดิม เขาไม่แน่ใจว่าชายแปลกหน้าผู้นี้ จำอะไรไม่ได้จริงๆหรือมีเจตนาที่จะทำเป็นจำไม่ได้ อีกครู่ต่อมาหนานคำกับนายแพทย์หนุ่มเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยกลับไปที่ ห้องแพทย์ เมื่อลงนั่งเรียบร้อยแล้วนายแพทย์ประสพชัยก็กล่าวว่า
"ผมสงสัยว่าเขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ที่หัวของเขามีบาดแผลเหมือนถูกตีหรือถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง อาจจะเป็นโขดหินแถวลำธารที่คุณหนูไปเจอเขาก็ได้ ตอนนี้แผลหายเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ผมอยากจะส่งเขาไปสแกนสมองเพื่อหาสิ่งผิดปกติก่อน เพราะถ้าสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจจะมีผลให้คนไข้จำอะไรไม่ได้ ผมยังไม่แน่ใจว่าเขาสูญเสียความจำหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่ เขาอาจจะจำอะไรไม่ได้เพียงชั่วคราว เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่วัน ยังสับสนอยู่ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็คงจะค่อยๆจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ "
" เขาจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่ครับ "
"ต้องรอดูอาการทั่วไปอีกสักพักก่อน "
ประสพชัยนิ่งตรองอยู่อึดใจหนึ่ง มือก็พลิกดูแฟ้มประวัติของชายนิรนามคนนั้น " ที่ผมยังกังวลก็เรื่องสมองน่ะแหละ คิดว่าจะส่งเขาไปสแกนสมองที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือ ถ้าผลออกมาแน่ชัดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อสมอง เขาก็กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ถ้าได้ผลยังไงแล้วผมจะติดต่อแจ้งให้ทราบก็แล้วกัน ตอนนี้เราคงต้องช่วยดูแลเขาไปก่อน จนกว่าเขาจะจำชื่อญาติพี่น้องที่เราจะติดต่อให้เขาได้ "
พูดคุยกันอีกสองสามคำหนานคำก็ลากลับ ก่อนจะกลับเขาฝากเงินจำนวนหนึ่งไว้กับประสพชัย เพื่อมอบให้คนเจ็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นค่ารถกลับบ้าน ถ้าเขาเกิดจำขึ้นมาได้ว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน
หนานคำกลับมาที่เวียงพุกามในตอนพลบค่ำ คุณดนัยและบุตรสาวรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว เพิ่งย้ายออกไปที่ห้องนั่งเล่น หนานคำขึ้นมาบนตึก เอาเอกสารที่รับจากในเมืองไปวางไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของคุณดนัย แล้วก็เข้ามารายงานเรื่องชายแปลกหน้าคนนั้นให้เจ้านายทราบ
"นายเคนอาการดีขึ้นมากแล้วขอรับ คงจะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆนี้ "
คุณดนัยทำหน้าฉงน " นายเคนน่ะใคร"
หนานคำยิ้มแหยๆ เขาลืมไปแล้วว่ายังไม่มีใครรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้นชื่ออะไร "เอ้อ ผู้ชายคนที่คุณหนูไปช่วยมาจากลำธารน่ะขอรับ ที่เราส่งไปโรงพยาบาล "
ทิพย์สุรางค์ซึ่งกำลังฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ พูดลอยๆออกมาว่า "เชยชะมัด "
"เอ้อ..คุณหมอประสพชัยเป็นคนตั้งให้ครับ คุณหนู " แล้วเขาก็รีบขยายความต่อ เมื่อทั้งคุณดนัยและคุณหนูมองเขาเป็นตาเดียวกัน "คุณหมอบอกว่าเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ เพราะสมองคงจะกระทบกระเทือนไปบ้าง แต่อีกไม่นานก็คงหายดี คุณหมอจะส่งเขาไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ถ้าไม่มีอะไรก็จะให้กลับบ้าน "
"ญาติพี่น้องเขามาแล้วหรือ "
"ยังไม่มีใครมาติดต่อเลยครับ คุณหมอประสพชัยกำลังหาทางช่วยเขาอยู่ แกบอกว่าถ้าไม่มีใครมาตามหาเขา ทางเราอาจจะต้องช่วยดูแลเขาไปพลางๆก่อน " หนานคำรายงานแบบรวดรัดเท่าที่จำเป็น เพราะรู้ว่าเจ้านายของเขาไม่ชอบฟังอะไรที่จุกจิก
"ถ้าไม่ใช่คนร้ายหรือหนีคดีมาเราก็อาจจะพอช่วยได้ แกก็รู้นี่ว่าที่นี่ไม่รับคนที่มีประวัติอาชญากรรม แต่ก็ไม่เป็นไร รอให้หายออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน ถ้ายังไม่มีที่ไปก็จะคิดดูอีกที"
คุณดนับพยักหน้าเป็นเชิงว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น ส่วนคุณหนูหมดความสนใจทั้งในเพลงที่กำลังฟังอยู่และเรื่องที่หนาน คำกำลังเล่า เธอหันมาขอตัวกับบิดาแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป
หนึ่งเดือนต่อมาหนานคำไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนายแพทย์ประสพชัยให้พยาบาลโทรศัพท์มาตาม เจ้าของห้องพูดขึ้นทันทีโดยไม่มีอารัมภบท เมื่อหนานคำเดินเข้ามาในห้องแพทย์
" ผมเรียกคุณมาวันนี้เพื่อจะคุยกันเรื่องนายเคน ผลการสแกนสมองของเขาออกมาแล้ว ถึงจะได้รับความกระทบกระเทือนบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เรายังไม่รู้แน่ว่าทำไมเขาถึงยังจำอะไรไม่ได้ อาจเป็นกลไกทางจิตก็ได้ ที่ปิดกั้นเขาไม่ให้จำเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นได้ "
" แล้วต้องทำยังไงต่อไปครับคุณหมอ" หนานคำซัก
" คงต้องใช้เวลาสักระยะอย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เขาอาจจะจำอะไรไม่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายของคนเรามีกลไกฟื้นฟูหรือปกป้องตัวเอง บางคนที่มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงก็อาจจะจำสิ่งร้ายๆที่ เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจิตใจจะบล้อคมันเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด มันมีหลายกรณี แต่ในกรณีของนายเคนนี่ผมมั่นใจว่าอาการของเขาจะค่อยๆดีขึ้น แล้วเขาก็จะจำทุกอย่างได้ในไม่ช้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคนด้วย " นายแพทย์หนุ่มอธิบาย
" ตอนนี้เขาเริ่มจำชื่อจำบ้านเขาได้บ้างหรือยังครับ มีญาติมาติดต่อบ้างไหม"
" เขาว่าเขายังจำไม่ได้นะ ญาติก็ไม่เห็นมีมาติดต่อนี่ "
" แล้วเราจะทำยังไงกับเขาดีล่ะครับ คุณหมอ " หนานคำรู้สึกกลุ้มใจ " คุณหมอยังต้องรักษาเขาต่ออีกหรือเปล่า"
" ร่างกายเขาหายเป็นปกติแล้ว แต่คงต้องพักฟื้นต่ออีกสักพัก ส่วนความจำก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ให้เวลาเขาหน่อย "
" เขาจะต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกหรือครับ" หนานคำถาม
ประสพชัยโบกมือ " ไม่ต้องแล้ว ไม่จำเป็น จะได้เอาเตียงให้คนไข้อื่นด้วย ถ้ายังไงหนานคำก็พาเขากลับไปเวียงพุกามด้วยกันวันนี้เลย "
หนานคำทำสีหน้าตกใจ "โอ๊ะ..ผมต้องพาเขากลับไปด้วยหรือครับ จะดีหรือครับ ความจริงพวกเราก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับเขาเลย ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เจ้านายผมจะว่ายังไงล่ะนี่" เขาโอดครวญ
นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วปลอบว่า " ก็ให้เขาอาศัยอยู่ที่นั่นสักพักหนึ่งพอให้ฟื้นตัว ถ้าเขายังไม่มีที่ไปก็หางานอะไรให้เขาทำก็ได้นี่นา ที่โน่นก็มีงานให้ทำเยอะแยะไม่ใช่หรือ"
" โธ่! คุณหมอ เขาเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ถ้าเขาเกิดเป็นคนร้ายล่ะครับ เรามิแย่หรือ "
หนานคำยังกังวลไม่เลิก เพราะถึงเวียงพุกามจะมีบริวารที่รับใช้อยู่บนตึกและคนงานในไร่และโรง บ่มจำนวนหลายสิบคน แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่กันมานานเกินสิบปี ทั้งนี้เพราะคุณดนัยมักจะเลี้ยงทั้งครอบครัวตั้งแต่รุ่นแรกๆที่มาช่วย กันบุกเบิก ส่วนใหญ่จึงไว้ใจได้ มีเด็กหนุ่มๆที่เพิ่งมาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่คนเหล่านี้ก็มักเป็นคนที่บริวารเก่าๆของคุณดนัยพามาทั้งสิ้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต
"เท่าที่ดูทั่วๆไป ผมว่าเขาคงไม่ใช่คนร้ายหนีตำรวจหรือหนีคดีมาหรอกน่า หนานคำก็ช่วยดูๆเขาไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ให้เขาออกจากเวียงพุกามไปเสีย "
เมื่อเห็นความวิตกของหนานคำนายแพทย์หนุ่มจึงเลิกล้มความคิดที่จะบอก หนานคำ ว่าตามร่างกายที่อยู่ในร่มผ้าของชายหนุ่มผู้นั้น มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากกระสุนปืนและอาวุธมีคมอยู่หลายแห่ง ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าคนที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตอนที่ยังอยู่ที่เวียง พุกามจะสังเกตเห็นหรือไม่ นอกจากนี้ตอนตรวจร่างกายของชายผู้นั้นโดยละเอียดเมื่อแรกมาถึงโรงพยาบาล นายแพทย์หนุ่มพบว่าข้อมือทั้งสองข้างของเขามีรอยเหมือนเคยถูกใส่กุญแจมือ รอยนั้นจางลงไปมากแล้วจากการชะล้างของกระแสน้ำและระยะเวลาที่แช่อยู่ ในน้ำ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้อยู่ดี
ประสพชัยสันนิษฐานว่าชายนิรนามผู้นี้คงจะถูกจับมัดมือไพล่หลังแล้วใส่ กุญแจมือ หลังจากทำร้ายเขาจนหมดสติคนร้ายคงจะนำเขาไปโยนทิ้งน้ำจากที่ใดที่ หนึ่ง ในเขตป่าเปลี่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากเวียงพุกามนัก ก่อนจะโยนเขาลงไปในลำธาร คงจะได้เอากุญแจมือออกแล้ว เพื่ออำพรางหลักฐานให้ดูประหนึ่งว่าเขาจมน้ำตายเอง นายแพทย์หนุ่มกลัวว่าถ้าเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ออกไปจะยิ่งทำให้หนานคำ วิตกมากยิ่งขึ้น
"นี่ผมก็ถ่ายรูปเขาเอาไว้แล้ว ว่าจะเอาติดบอร์ดโรงพยาบาลประกาศหาญาติ ถ้ามีใครติดต่อมาผมก็จะแจ้งไปที่คุณก็แล้วกัน ตอนนี้ก็ช่วยๆกันไปก่อน ส่วนเรื่องประวัติอาชญากรรมผมกำลังขอให้ผู้กองชาตรีที่กองกำกับฯ ช่วยอยู่ แต่มันยากตรงที่เราไม่รู้ชื่อจริงของเขา อาจจะต้องใช้วิธีตรวจสอบลายนิ้วมือ ผมจะลองคุยกับผู้กองดูอีกที หนานคำก็รายงานคุณดนัยให้ทราบตามนี้ก็แล้วกัน " กล่าวจบนายแพทย์ประสพชัยก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ไปเถอะ เคนคอยอยู่แล้วที่หน้าตึก "
คนทั้งสองออกจากห้องแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านบริเวณที่จัดไว้ให้คนไข้นั่งรอเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ในห้องตรวจเล็กๆที่เรียงรายกันอยู่หลายห้อง ลงบันไดสองสามขั้นที่นำไปสู่ลานปูนหน้าตึก เคนนั่งรออยู่แล้วบนม้าหินยาวที่อยู่ตรงกันข้ามกับลานนี้ ข้างตัวเขามีถุงกระดาษขนาดใหญ่มีหูหิ้วซึ่งมีของบรรจุอยู่จนโป่งออกมา เมื่อเดินใกล้เข้าไปหนานคำสังเกตว่า ชายแปลกหน้าผู้นั้นดูแปลกไปจากวันแรกที่เห็น และแม้แต่วันที่เขาเข้าไปเยี่ยมถึงห้องคนไข้
ตอนแรกหนานคำคิดว่าคงเป็นเพราะเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกและ กางเกงขายาวสีดำ ซึ่งคงจะเป็นเสื้อผ้าที่นายแพทย์ประสพชัยจัดหามาให้ หรือได้รับบริจาคมา แม้เสื้อกางเกงชุดนั้นจะดูสะอาดหมดจด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นของใช้แล้วและไม่พอดีกับขนาดตัวของเขา อาจเป็นท่านั่งกอด อกหลังตรง ดวงหน้าก้มต่ำตาจ้องนิ่งไปที่ปลายเท้าที่ทอดยาวออกไปและไขว้กันอยู่ก็ เป็นได้ ประสพชัยร้องเรียกชื่อเขาสองสามครั้งและเดินเข้าไปจนถึงตัว เคนจึงเงยหน้าขึ้น พร้อมกับชักเท้ากลับเข้าเข้าหาตัว คลายมือที่กอดอกอยู่ออก เป็นตอนนั้นเองที่หนานคำตระหนักว่า ที่เขาเห็นชายหนุ่มผู้นั้นดูแปลกตาไปไม่ใช่เพราะเสื้อผ้า แต่เป็นอะไรบางอย่างในลักษณะท่าทีของเขาที่โดดเด่นออกมาจนสะดุดตา หน้าคมคายที่ขณะนี้ปราศจากหนวดเครารกรุงรัง ดูมีสง่าราศี ผิดแผกแตกต่างไปจากชายนิรนาม คนที่ถูกหามขึ้นไปนอนแน่นิ่งเหมือนตายอยู่บนตั่งใหญ่ ในตึกหน้าของเวียงพุกามเมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา สีหน้าเฉยเมยของเขาดูสุภาพ แต่แววตาที่แลมาสบตาของหนานคำขณะนี้ช่างขรึมเศร้าและอ้างว้าง
" เคน! หนานคำมารับแล้วละ ไปพักที่เวียงพุกามก่อนนะ อย่าเพิ่งไปทำอะไรที่หนักแรงล่ะ นายยังต้องพักฟื้นอีกสักพัก เรื่องญาติไม่ต้องห่วง ทางเราจะช่วยสืบหาให้ เรื่องที่นายยังจำอะไรไม่ได้น่ะ ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก มันคงจะดีขึ้นเรื่อยๆแหละ ว่างๆฉันจะเข้าไปเยี่ยม ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกหนานคำก็แล้วกัน "
นายแพทย์ประสพชัยสั่งเสียเสร็จก็ตบไหล่เคน พยักหน้ากับหนานคำแล้วเดินกลับขึ้นตึกไป
"ไปกันเถอะ" หนานคำกล่าวกับเคน
เมื่อชายหนุ่มคนนั้นหยิบถุงกระดาษข้างตัวมาถือแล้วลุกขึ้นยืน หนานคำก็ได้เห็นเป็นครั้งแรกว่าเขาสูงมาก สูงกว่าตัวเขาเองซึ่งสูงประมาณ 168 ซ.ม. เขากะคร่าวๆว่าเคนคงสูงไม่ต่ำกว่า 180 ซ.ม. ท่ายืนตัวตรงอกผายไหล่ผึ่งโดยไม่รู้ตัวซึ่งดูเป็นธรรมชาติเฉพาะตัวของ เขานั้น สะกิดใจหนานคำขึ้นมาครามครัน เขาไม่รู้ว่าเคนเป็นใครมาจากไหนหรือมีจุดประสงค์อะไร แต่ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้ มีอะไรบางอย่างที่ทำให้หนานคำวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไร จะกดเขาลงไปเท่ากับพวกลูกน้องก็รู้สึกขัดๆ จะยกย่องเขาเท่าพวกแขกที่มาเยือนเวียงพุกามก็รู้สึกแปลกๆ
แต่ในที่สุดหนานคำก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าเคนจะเป็นใครมาจากไหน แต่ตราบที่เขายังไม่สามารถแสดงสถานภาพที่แท้จริงของเขาออกมาได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือตราบเท่าที่เขายังต้องพึ่งพาอาศัยเวียงพุกาม อยู่ ในกรณีที่คุณดนัยตกลงที่จะให้งานเขาทำตามคำขอร้องของนายแพทย์ประสพชัย เขาก็จะต้องอยู่ในฐานะคนงานหรือลูกจ้างคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อยินยอมรับเงื่อนไขของการเป็นลูกจ้าง เขาก็ต้องปฏิบัติตนและได้รับการปฏิบัติต่อ เหมือนลูกจ้างคนอื่นๆในเวียงพุกามโดยไม่มีข้อยกเว้น
พอตัดสินใจได้แล้ว หนานคำก็เดินนำหน้าพาเคนไปขึ้นรถจิ๊ป ที่จอดคอยอยู่แล้วในลานจอดรถของโรงพยาบาล เขาขึ้นนั่งด้านหน้าคู่กับคำปัน ปล่อยให้เคนปีนขึ้นไปนั่งด้านหลัง ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมงที่รถวิ่งแยกจากทางหลวง ลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆที่วกวนขึ้นๆลงๆ ไปตามลาดเขาที่ค่อยๆทอดตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หนานคำเห็นจากกระจกมองหลังว่าชายหนุ่มที่โดยสารมาด้วย ตั้งอกตั้งใจเหลียวมองดูภูมิประเทศสองข้างทาง ที่บางตอนรกครึ้มไปด้วยดงไม้ทึบ บางตอนก็เป็นหน้าผาสูงชัน มองลงไปเห็นลำธารเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวเหมือนงูตัวผอมๆ ลับหายไปตามไหล่เขาที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แล้วกลับวกเวียนโผล่ออกมาใหม่ พื้นที่บางตอนเป็นไร่ชาไร่อ้อยและไร่กล้วยของชาวบ้าน นานๆจะเจอหมู่บ้านเล็กๆสักแห่งหนึ่ง
บางครั้งเมื่อหนานคำหันไปมองตรงๆ เขาก็ได้พบดวงตาซื่อแกมครุ่นคิดที่มองกลับมา ชายแปลกหน้าผู้นี้ท่าทางจะเป็นคนไม่ช่างพูด เพราะตั้งแต่พบกันมาเขาพูดน้อยมาก ถ้าถามเขาก็ตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ
" อ้อ..ในถุงที่เอามาด้วยนั่นมีอะไรหรือ"
ในที่สุดหนานคำก็ถามขึ้นมา เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเคนถือถุงใหญ่มาด้วยใบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เขากอดมันไว้แนบอกราวกับสมบัติล้ำค่า คำถามนี้มีนัยสำคัญที่จะตรวจสอบ เพราะเขายังหวาดระแวงชายแปลกหน้าผู้นี้อยู่ ใครจะไปรู้ว่าในถุงใบนั้นมีอะไรบ้าง ถ้ามีปืนหรือมีดอยู่ในนั้นล่ะ?
ชายหนุ่มก้มลงมองถุงดังกล่าวก่อนตอบด้วยเสียงและสีหน้าเรียบๆว่า "เสื้อผ้าที่คุณหมอให้ผมไว้ใช้ แล้วก็พวกของใช้ส่วนตัว"
หนานคำถือโอกาสนั้นซักถามต่อไป " คุณเคยมาที่แม่ฮ่องสอนนี่ไหม ผมหมายถึงก่อนหน้านี้น่ะ "
เคนนิ่งไปอึดใจเต็มๆ " ที่นี่คือแม่ฮ่องสอนหรือ ผมไม่แน่ใจ ผมจำไม่ได้" แล้วเขาก็ถามหนานคำบ้างว่า "คุณหมอบอกว่าผมถูกทำร้าย แต่มีคนมาช่วยผมไว้ ไม่ทราบว่าใครที่ช่วยผม คุณหรือเปล่า "
หนานคำอึกอัก ไม่แน่ใจว่าควรจะตอบอย่างไร แต่ในที่สุดเขาเลือกตอบว่า " ก็คนในเวียงพุกามของเรานั่นแหละ เขาไปทำธุระแถวนั้นแล้วพบคุณนอนหมดสติอยู่กลางลำธาร คุณโชคดีมากนะ เพราะปกติแถวนั้นเป็นที่เปลี่ยวไม่ค่อยมีใครเข้าไปถึงหรอก "
ชายหนุ่มทำท่าเหมือนพยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้รับเอาไว้
" ว่าแต่ว่าทำไมคุณถึงไปอยู่แถวนั้นได้ล่ะ ท่าทางคุณไม่ใช่คนทางนี้ มาจากกรุงเทพฯหรือเปล่า ? "
คราวนี้หนานคำตะแคงหันหน้ามาทางหลังรถ ตั้งคำถามหลายคำถามติดๆกัน เขาคิดว่าควรจะต้องหาทางจับพิรุธให้ได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ว่าเคนจำอะไรที่ผ่านมาไม่ได้
ชายนิรนามนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า " ผมไม่รู้ ถึงคุณจะถามอะไรผมก็คงตอบได้แค่นี้แหละ "
เขาหยุด แต่แล้วก็รีบพูดต่อไปโดยเร็วด้วยเสียงที่แสดงถึงความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่าย " ผมไม่ได้โกหก ผมจำได้ตั้งแต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล จนถึงตอนนี้ที่เดินทางมากับคุณเท่านั้น"
เมื่อเห็นหนานคำนิ่งอึ้งเขาก็กล่าวต่อว่า " ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกคุณ ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าผมเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ "
ตอนนี้น้ำเสียงของเขามีวี่แววของความอัดอั้นตันใจและวิงวอน "โปรดเชื่อผมเถอะ ถึงผมจะยังไม่รู้ว่าผมเป็นใคร มาจากไหน แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงไม่ใช่คนร้าย "
หนานคำหันกลับไป ทันได้เห็นสายตาของคำปันที่เหลือบมาสบตาเขาพอดี แววตานั้นแสดงความไม่เชื่อถือในคำพูดของชายหนุ่มแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แววตานั้นเหมือนจะสื่อสารอย่างเงียบๆกับหัวหน้าของเขาว่า " ผู้ร้ายที่ไหนมันจะยอมรับว่าเป็นผู้ร้ายล่ะ " เขาก็เหมือนกับหนานคำนั่นแหละ ที่ไม่ไว้ใจชายแปลกหน้า ที่เรียกกันว่านายเคนเลย
หนานคำซึ่งมีสีหน้ากังวลพูดเบาๆกับคำปันว่า " ยังบ่ฮู้เล๊ยว่าจะเอาจั๋งใด เจ้านายก็บ่อยู่เสียด้วยซิ ไปกรุงเทพฯกับคุณหนู เห็นว่ามีธุระกับคุณใหญ่ คงอีกหลายวันกว่าจะกลับ "
คำปันถามว่า " นายท่านฮู้เฮื่องนี้บ่ครับ หัวหน้า"
"ยังบ่ฮู้ดอก เฮาเองก็เพิ่งฮู้วันนี้เองว่าต้องพาเปิ้นมาด้วย แต่เห็นคุณหมอบอกว่าจะคุยกับท่านเองนี่ "
"แล้วหัวหน้าจะให้เปิ้นไปอยู่ตี้ใดล่ะ ห้องพักคนโสดก็ดูเหมือนจะไม่มีว่างเลยนี่ครับ "
คำถามของคำปันทำให้หนานคำนิ่งอึ้งไป เวียงพุกามมีคนงานจำนวนไม่น้อย มีทั้งคนที่มีครอบครัวแล้วและคนโสด พวกคนโสดซึ่งเป็นชายล้วน พักอาศัยอยู่ห้องละสองคนในเรือนแถวยาว ใกล้กับบริเวณโรงบ่มใบยาสูบและอยู่ห่างกันคนละทิศกับตึกใหญ่ซึ่งเป็น ที่พักอาศัยของเจ้านาย ส่วนผู้ที่มีครอบครัวแล้ว มีบ้านพักเป็นสัดส่วนต่างหากแยกเป็นหลังๆ เล็กบ้างใหญ่บ้างตามจำนวนของสมาชิกในครอบครัว บ้านพักเหล่านี้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวเพราะตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ ห่างๆ ทุกหลังปลูกในลักษณะกึ่งกระท่อมที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม บางหลังซ่อนอยู่หลังสุมทุมพุ่มไม้ ใบดกหนา บางหลังอยู่บนเนินเตี้ยๆ แต่มีต้นไม้ใหญ่บังเอาไว้ และบางหลังก็อยู่ใกล้กับลำห้วยเล็กๆที่ไหลผ่านมาจากภูเขาสูง ที่อยู่ห่างไกลและไหลผ่านไปเรื่อยๆเพื่อไปลงลำน้ำใหญ่
"เดี๋ยวคงต้องดูอีกทีว่าจะเอาจั๋งใด จะให้เปิ้นไปอยู่บ้านรับรองแขกก็คงบ่ดี " หนานคำพึมพำ
นิ่งกันไปพักหนึ่งคำปันซึ่งทำหน้าที่ขับรถไปเรื่อยๆ ก็เอ่ยขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่า "ให้เปิ้นไปอยู่กับตาเป็งก่อนดีไหมครับ ตั้งแต่ที่แม่เฒ่าตายไปเมื่อต้นปีแกก็อยู่คนเดียวมาตลอด ถ้าคุณท่านกลับมาก็ค่อยว่ากันอีกที"
"เออ จริงของแก"
หนานคำรู้สึกโล่งใจที่ปัญหาดังกล่าวมีทางออก และเมื่อคิดไปคิดมาแล้วเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าท่า เพราะเขาไม่อยากปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ให้อยู่ตามลำพัง อย่างน้อยตาเฒ่าเป็งซึ่งชราภาพแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงเพราะการทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่จงรักภักดีต่อคุณดนัยและคุณหนูแบบมอบกายถวายชีวิต มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ปานนี้ นอกจากนี้แกยังเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ การให้เคนไปอยู่ด้วยจะทำให้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขาไม่รอดพ้นสาย ตาของแกไปได้ หนานคำผ่านชีวิตมานานมีประสพการณ์มามาก เขายึดมั่นในหลักการที่ว่า " รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง" มาตลอดตั้งแต่สมัยที่เป็นทหาร
ตลอดเวลาที่คนทั้งสองพูดคุยกันด้วยเสียงที่เบาบ้างดังบ้าง เป็นภาษาท้องถิ่นบ้าง ภาษาภาคกลางบ้างเกี่ยวกับตัวเขาราวกับว่าเขาไม่มีตัวตน เคนนิ่งฟังอยู่เงียบๆ เขาจะรู้สึกอย่างไรไม่มีใครเข้าใจ หรือแม้แต่จะสนใจ ทั้งหนานคำและคำปันต่างก็เห็นพ้องต้องกันอยู่ในใจว่าเขาไม่มีสิทธิ เลือกว่าอยากจะอยู่ตรงไหน อย่างไร เพราะเขาเหมือนคนจรที่มาขอพึ่งพิงเวียงพุกาม ถ้าเขาอยากอยู่ที่นี่เขาจะต้องทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ ไม่มีปากมีเสียง ไม่งั้นก็ควรจะไปเสีย