เวลาที่หายไป - บทที่ 3

posted on 27 Jan 2012 11:34 by parkbeach
บทที่ 3 - ความทรงจำที่เลือนหาย

 
 
เช้า​วันหนึ่ง​หนานคำ​ซึ่ง​แต่งตัวเรียบร้อย​ผิดจากทุกวัน เดินเข้า​ไปพบคุณดนัย​ที่ห้องทำงาน ​เมื่อเข้า​ไปถึง​เขาพบว่าเจ้าของห้อง​กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่​​ที่โต๊ะทำงาน พอเห็นหนานคำคุณดนัยก็พยักหน้าให้คอย อ่านเอกสารต่อ​ไปจนจบจึงเงยหน้าขึ้น​

" ​เอาเอกสารนี่​ไปให้คุณกิจจาเซ็น แล้ว​รอ​เอากลับมาด้วย "

คุณดนัยผลักเอกสาร​ที่เพิ่งอ่านจบ​ไปให้หนานคำ ​ซึ่งยืนค้อมตัวอยู่​ตรงหน้าโต๊ะ ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารมาใส่ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เสร็จแล้ว​ยังยืนรีรออยู่​

" มีอะไร​หรือ "
" ผมคง​จะกลับช้านะขอรับ ว่า​จะแวะ​ไปดูคนเจ็บสักหน่อย​ นี่ก็เดือนกว่าแล้ว​​ที่​เขานอนโรงพยาบาล "
คุณดนัยเงยหน้าขึ้น​จากเอกสารอีกฉบับ​หนึ่ง​​ที่​กำลัง​จะอ่าน " เจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่​โรงพยาบาล อีกหรือ ฉันนึกว่ามันหายจนกลับบ้าน​ไปแล้ว​เสียอีก "
" ยังขอรับ ผมว่า​จะ​ไปถามไถ่ดูอาการสักหน่อย​ "
" เออ ดีแล้ว​ละ ​ถ้ามันหายดีแล้ว​ก็ถามดูว่าบ้านช่องอยู่​​ที่ไหน แล้ว​ก็จ่ายค่ารถ​และเงินติดกระเป๋าให้มัน​ไปบ้าง ​ส่วนค่ารักษาก็ให้ทางโรงพยาบาลส่งบิลมาก็แล้ว​กัน "

หนานคำค้อมศรีษะรับคำสั่ง เดินออกจากตึก​ไปขึ้น​รถ​ที่จอดรออยู่​ ในรถนอกจากคำปัน​ซึ่ง​เป็นคนขับแล้ว​ยังมีหญิงรับ​ใช้ในบ้านอีกสองคนติดรถ เข้าเมือง​ไปด้วย ​เพื่อ​ไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งของ​ที่จำ​เป็นตามคำสั่งของนางบัวศรี หลังจากส่งนางสาว​ใช้​ทั้งสองลงใกล้ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ นัดหมายเวลามารับกันเสร็จสรรพแล้ว​รถก็พาหนานคำ​ไป​ที่บริษัทของนายกิจจา ส่งรับเอกสารกัน​เป็น​ที่เรียบร้อย​แล้ว​ก็​ไปส่งหนานคำ​ที่โรงพยาบาล

นายแพทย์ประสพชัยรออยู่​แล้ว​ในห้องแพทย์ " อ้อ หนานคำ เข้ามาเลย​ ​เป็นไง คุณดนัยสบายดีหรือ ? "
หนานคำตอบสั้นๆ​ว่า " ครับ​ " แล้ว​ถามว่า " คนเจ็บ​เป็นยังไงบ้างครับ​ ? "
"เดี๋ยว​ไปดู​เขา​กับผมหน่อย​ ตอนนี้อาการ​โดยทั่ว​ไปของ​เขาไม่น่า​เป็นห่วงแล้ว​ ปอดบวมก็ไม่มี แผลก็ดีขึ้น​จนเกือบหายสนิทแล้ว​ ขาข้างขวายัง​ต้องเข้าเฝือกต่ออีกหน่อย​ "

ประสพชัยลุกขึ้น​จากเก้าอี้ เดินนำหน้าพาหนานคำ​ไปยังห้องพักผู้ป่วย ​ซึ่งอยู่​ไกลออก​ไปทางอีกปีกหนึ่ง​ของตัวตึก ​ระหว่าง​ที่เดิน​ไปด้วยกันตามโถงยาว ​เขาบอกหนานคำว่า "ผมอยากให้คุณลองพูดคุย​กับ​เขาดูหน่อย​ ผมถามอะไร​​เขาก็บอก​แต่ว่าไม่รู้อยู่​อย่างเดียว ​เขาอาจ​จะยอมพูด​กับหนานคำก็​ได้ ตอนนี้ผมสงสัยอยากเช็คอะไร​บางอย่าง"

ห้องพักผู้ป่วย​ที่นายแพทย์ประสพชัยพา​ไป​เป็นห้องพักชายรวม มีเตียงคนไข้อยู่​ประมาณยี่สิบเตียง มีคนไข้นอนอยู่​เต็มทุกเตียง ชายแปลกหน้า​ที่ทิพย์สุรางค์​และกร​ไปช่วยมานอนอยู่​บนเตียงสุดท้ายชิด หน้าต่าง ​ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างหมดทุกบาน ปล่อยให้สายลมอ่อนๆ​พัดเข้ามาจนม่านสีขาวปลิวพะเยิบพะยาบ ชายหนุ่มผู้นั้น​นอนหลับตามีผ้าห่มบางๆ​คลุมอยู่​ตั้งแต่หน้าอกลง​ไป หนานคำสังเกตเห็นว่า​เขาดูดีขึ้น​กว่าวัน​ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ทันที​ที่มือของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสเบาๆ​ ลง​ไปบนแขน​ที่อยู่​นอกผ้าห่ม คนเจ็บก็ลืมตาขึ้น​ หันขวับมองมา​ที่คน​ทั้งสอง

" วันนี้​เป็นยังไงบ้าง นายเคน " คุณหมอทักทาย
หนานคำหัน​ไปถามประสพชัยว่า " อ้อ ​เขาชื่อเคนหรือครับ​ "
คุณหมอหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี " ผมตั้งให้เองแหละ​ ตั้งแต่วันแรก​ที่มาแล้ว​ละ ​เพราะทางโรงพยาบาล​ต้องทำประวัติคนไข้ ตอนนั้น​​เขายังไม่​ได้สติ ผมนึกชื่อนี้​ได้ก็เลย​ใส่ๆ​​ไปก่อน" แล้ว​​เขาก็หัน​ไปพูด​กับคนไข้ต่อว่า "หนานคำมานี่แล้ว​ นายเคนลองคุย​กับ​เขาดูหน่อย​นะ "

คนเจ็บจ้องหนานคำเขม็ง ไม่พูดอะไร​เลย​ มีแววหวาดระแวงไม่ไว้ใจฉายชัดออกมา
"​เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่​อีกหรือเปล่า " หนานคำลองชวนพูดคุย ​แต่คนเจ็บก็ยังนิ่งจ้องหน้า​เขาเฉยอยู่​ แล้ว​เปลี่ยนกลับ​ไปมองประสพชัย

"นายเคน จำ​ได้ไหมว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับนาย " นายแพทย์หนุ่มใหญ่ตั้งคำถาม​ซึ่งถามซ้ำถามซากมาหลายครั้งหลายหน ​ซึ่งคนเจ็บ​จะตอบทุกครั้งว่าไม่รู้หรือไม่ก็ไม่ตอบอะไร​เลย​
คราวนี้คนเจ็บ​ที่ถูกอุปโลกน์ให้ชื่อ "เคน " ส่ายหน้า​เป็นเชิงปฏิเสธ

นายแพทย์ประสพชัยเล่าให้หนานคำฟังต่อหน้าคนเจ็บว่า " วันแรก​ที่​เขาฟื้นผมก็ถาม​เขาอย่างนี้แหละ​ ​แต่​เขากลับย้อนถามผมว่า​เขาอยู่​​ที่ไหน พอบอกว่าโรงพยาบาล​เขาก็ถามต่อว่าทำไม​เขาถึงอยู่​​ที่นี่ ผมถามว่าจำ​ได้ไหมว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​ที่ทำให้​ต้องมานอนโรงพยาบาล ​เขาก็จ้องหน้าผมแบบนี้แล้ว​ก็ตอบว่าไม่รู้ ​แม้​แต่ชื่อตัวเองก็บอกว่าไม่รู้อีก "

คราวนี้หนานคำ​เป็นฝ่ายถามบ้าง " บ้านช่องคุณอยู่​​ที่ไหน ทางเรา​จะ​ได้ติดต่อญาติให้มาพบคุณ ? "
‘ นายเคน ’ นิ่งคิดอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็ตอบเบาๆ​ว่า " ผมจำไม่​ได้ "
"แล้ว​จำ​ได้ไหมว่าคุณมา​ที่นี่​ได้ยังไง "

หนานคำพยายามซัก ​แต่ก็ไม่​ได้คำตอบเหมือนเดิม ​เขาไม่แน่ใจว่าชายแปลกหน้าผู้นี้ จำอะไร​ไม่​ได้จริงๆ​หรือมีเจตนา​ที่​จะทำ​เป็นจำไม่​ได้ อีกครู่​ต่อมาหนานคำ​กับนายแพทย์หนุ่มเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยกลับ​ไป​ที่ ห้องแพทย์ ​เมื่อลงนั่งเรียบร้อย​แล้ว​นายแพทย์ประสพชัยก็กล่าวว่า

"ผมสงสัยว่า​เขา​จะมีปัญหาเกี่ยว​กับสมอง ​ที่หัวของ​เขามีบาดแผลเหมือนถูกตีหรือถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง อาจ​จะ​เป็นโขดหินแถวลำธาร​ที่คุณหนู​ไปเจอ​เขาก็​ได้ ตอนนี้แผลหายเกือบ​เป็นปกติแล้ว​ ​แต่ผมอยาก​จะส่ง​เขา​ไปสแกนสมอง​เพื่อหาสิ่งผิดปกติก่อน ​เพราะ​ถ้าสมอง​ส่วน​ที่เกี่ยวข้อง​กับ​ความจำถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจ​จะมีผลให้คนไข้จำอะไร​ไม่​ได้ ผมยังไม่แน่ใจว่า​เขาสูญเสีย​ความจำหรือเปล่า อาจ​จะไม่ใช่ ​เขาอาจ​จะจำอะไร​ไม่​ได้เพียงชั่วคราว เพิ่งฟื้นขึ้น​มา​ได้ไม่กี่วัน ยังสับสนอยู่​ พอทุกอย่างเข้า​ที่เข้าทางแล้ว​ ​เขาก็คง​จะค่อยๆ​จำเหตุการณ์ต่างๆ​​ที่เกิดขึ้น​​ได้ "

" ​เขา​จะออกจากโรงพยาบาล​ได้​เมื่อไหร่ครับ​ "
"​ต้องรอดูอาการทั่ว​ไปอีกสักพักก่อน "
ประสพชัยนิ่งตรองอยู่​อึดใจหนึ่ง​ มือก็พลิกดูแฟ้มประวัติของชายนิรนามคนนั้น​ " ​ที่ผมยังกังวลก็เรื่อง​สมองน่ะแหละ​ คิดว่า​จะส่ง​เขา​ไปสแกนสมอง​ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ​เพราะ​ที่นี่ไม่มีเครื่องมือ ​ถ้าผลออกมาแน่ชัดว่าอุบัติเหตุ​ที่เกิดขึ้น​ไม่กระทบต่อสมอง ​เขาก็กลับ​ไปพักฟื้นต่อ​ที่บ้าน​ได้ ​ถ้า​ได้ผลยังไงแล้ว​ผม​จะติดต่อแจ้งให้ทราบก็แล้ว​กัน ตอนนี้เราคง​ต้องช่วยดูแล​เขา​ไปก่อน จนกว่า​เขา​จะจำชื่อญาติพี่น้อง​ที่เรา​จะติดต่อให้​เขา​ได้ "

พูดคุยกันอีกสองสามคำหนานคำก็ลากลับ ก่อน​จะกลับ​เขาฝากเงินจำนวนหนึ่ง​ไว้​กับประสพชัย ​เพื่อมอบให้คนเจ็บไว้​เป็นค่า​ใช้จ่าย​ส่วนตัวเล็กๆ​น้อยๆ​ หรือ​เป็นค่ารถกลับบ้าน ​ถ้า​เขาเกิดจำขึ้น​มา​ได้ว่าบ้านช่องอยู่​​ที่ไหน

หนานคำกลับมา​ที่เวียงพุกามในตอนพลบค่ำ คุณดนัย​และบุตรสาวรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว​ เพิ่งย้ายออก​ไป​ที่ห้องนั่งเล่น หนานคำขึ้น​มาบนตึก ​เอาเอกสาร​ที่รับจากในเมือง​ไปวางไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของคุณดนัย แล้ว​ก็เข้ามารายงานเรื่อง​ชายแปลกหน้าคนนั้น​ให้เจ้านายทราบ

"นายเคนอาการดีขึ้น​มากแล้ว​ขอรับ คง​จะออกจากโรงพยาบาล​ได้เร็วๆ​นี้ "
คุณดนัยทำหน้าฉงน " นายเคนน่ะ​ใคร"
หนานคำยิ้มแหยๆ​ ​เขาลืม​ไปแล้ว​ว่ายังไม่มี​ใครรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้น​ชื่ออะไร​ "เอ้อ ผู้ชายคน​ที่คุณหนู​ไปช่วยมาจากลำธารน่ะขอรับ ​ที่เราส่ง​ไปโรงพยาบาล "
ทิพย์สุรางค์​ซึ่ง​กำลังฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่​ พูดลอยๆ​ออกมาว่า "เชยชะมัด "
"เอ้อ..คุณหมอประสพชัย​เป็นคนตั้งให้ครับ​ คุณหนู " แล้ว​​เขาก็รีบขยาย​ความต่อ ​เมื่อ​ทั้งคุณดนัย​และคุณหนูมอง​เขา​เป็นตาเดียวกัน "คุณหมอบอกว่า​เขาจำชื่อตัวเองไม่​ได้ ​เพราะสมองคง​จะกระทบกระเทือน​ไปบ้าง ​แต่อีกไม่นานก็คงหายดี คุณหมอ​จะส่ง​เขา​ไปตรวจสมอง​ที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ​ถ้าไม่มีอะไร​ก็​จะให้กลับบ้าน "
"ญาติพี่น้อง​เขามาแล้ว​หรือ "

"ยังไม่มี​ใครมาติดต่อเลย​ครับ​ คุณหมอประสพชัย​กำลังหาทางช่วย​เขาอยู่​ แกบอกว่า​ถ้าไม่มี​ใครมาตามหา​เขา ทางเราอาจ​จะ​ต้องช่วยดูแล​เขา​ไปพลางๆ​ก่อน " หนานคำรายงานแบบรวดรัดเท่า​ที่จำ​เป็น ​เพราะรู้ว่าเจ้านายของ​เขาไม่ชอบฟังอะไร​​ที่จุกจิก

"​ถ้าไม่ใช่คนร้ายหรือหนีคดีมาเราก็อาจ​จะพอช่วย​ได้ แกก็รู้นี่ว่า​ที่นี่ไม่รับคน​ที่มีประวัติอาชญากรรม ​แต่ก็ไม่​เป็นไร รอให้หายออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน ​ถ้ายังไม่มี​ที่​ไปก็​จะคิดดูอีกที"

คุณดนับพยักหน้า​เป็นเชิงว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น​ ​ส่วนคุณหนูหมด​ความสนใจ​ทั้งในเพลง​ที่​กำลังฟังอยู่​​และเรื่อง​​ที่หนาน คำ​กำลังเล่า เธอหันมาขอตัว​กับบิดาแล้ว​เดินออกจากห้องนั้น​​ไป

หนึ่ง​เดือน​ต่อมาหนานคำ​ไป​ที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง​ ​เมื่อนายแพทย์ประสพชัยให้พยาบาลโทรศัพท์มาตาม เจ้าของห้องพูดขึ้น​ทันที​โดยไม่มีอารัมภบท ​เมื่อหนานคำเดินเข้ามาในห้องแพทย์

" ผมเรียกคุณมาวันนี้​เพื่อ​จะคุยกันเรื่อง​นายเคน ผลการสแกนสมองของ​เขาออกมาแล้ว​ ถึง​จะ​ได้รับ​ความกระทบกระเทือนบ้าง ​แต่ก็ไม่มีอะไร​ผิดปกติ เรายังไม่รู้แน่ว่าทำไม​เขาถึงยังจำอะไร​ไม่​ได้ อาจ​เป็นกลไกทางจิตก็​ได้ ​ที่ปิดกั้น​เขาไม่ให้จำเรื่อง​ร้ายๆ​​ที่เกิดขึ้น​​ได้ "
" แล้ว​​ต้องทำยังไงต่อ​ไปครับ​คุณหมอ" หนานคำซัก
" คง​ต้อง​ใช้เวลาสักระยะอย่าง​ที่ผมบอกนั่นแหละ​ ​เขาอาจ​จะจำอะไร​ไม่​ได้ชั่วคราวเท่านั้น​ ร่างกายของคนเรามีกลไกฟื้นฟูหรือปกป้องตัวเอง บางคน​ที่มีเรื่อง​กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงก็อาจ​จะจำสิ่งร้ายๆ​​ที่ เกิดขึ้น​ไม่​ได้ ​เพราะจิตใจ​จะบล้อคมัน​เอาไว้​เพื่อหลีกเลี่ยง​ความเจ็บปวด มันมีหลายกรณี ​แต่ในกรณีของนายเคนนี่ผมมั่นใจว่าอาการของ​เขา​จะค่อยๆ​ดีขึ้น​ แล้ว​​เขาก็​จะจำทุกอย่าง​ได้ในไม่ช้า ​แต่ก็ขึ้น​อยู่​​กับคนไข้​แต่ละคนด้วย " นายแพทย์หนุ่มอธิบาย

" ตอนนี้​เขาเริ่มจำชื่อจำบ้าน​เขา​ได้บ้างหรือยังครับ​ มีญาติมาติดต่อบ้างไหม"
" ​เขาว่า​เขายังจำไม่​ได้นะ ญาติก็ไม่เห็นมีมาติดต่อนี่ "
" แล้ว​เรา​จะทำยังไง​กับ​เขาดีล่ะครับ​ คุณหมอ " หนานคำรู้สึกกลุ้มใจ " คุณหมอยัง​ต้องรักษา​เขาต่ออีกหรือเปล่า"
" ร่างกาย​เขาหาย​เป็นปกติแล้ว​ ​แต่คง​ต้องพักฟื้นต่ออีกสักพัก ​ส่วน​ความจำก็น่า​จะดีขึ้น​เรื่อยๆ​ ให้เวลา​เขาหน่อย​ "
" ​เขา​จะ​ต้องอยู่​โรงพยาบาลต่ออีกหรือครับ​" หนานคำถาม
ประสพชัยโบกมือ " ไม่​ต้องแล้ว​ ไม่จำ​เป็น ​จะ​ได้​เอาเตียงให้คนไข้อื่นด้วย ​ถ้ายังไงหนานคำก็พา​เขากลับ​ไปเวียงพุกามด้วยกันวันนี้เลย​ "
หนานคำทำสีหน้าตกใจ "โอ๊ะ..ผม​ต้องพา​เขากลับ​ไปด้วยหรือครับ​ ​จะดีหรือครับ​ ​ความจริงพวกเราก็ไม่​ได้รู้จักมักจี่อะไร​​กับ​เขาเลย​ ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เจ้านายผม​จะว่ายังไงล่ะนี่" ​เขาโอดครวญ
นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่ง​แล้ว​ปลอบว่า " ก็ให้​เขาอาศัยอยู่​​ที่นั่นสักพักหนึ่ง​พอให้ฟื้นตัว ​ถ้า​เขายังไม่มี​ที่​ไปก็หางานอะไร​ให้​เขาทำก็​ได้นี่นา ​ที่โน่นก็มีงานให้ทำเยอะแยะไม่ใช่หรือ"
" โธ่! คุณหมอ ​เขา​เป็น​ใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ​ถ้า​เขาเกิด​เป็นคนร้ายล่ะครับ​ เรามิแย่หรือ "

หนานคำยังกังวลไม่เลิก ​เพราะถึงเวียงพุกาม​จะมีบริวาร​ที่รับ​ใช้อยู่​บนตึก​และคนงานในไร่​และโรง บ่มจำนวนหลายสิบคน ​แต่​ส่วนใหญ่ก็อยู่​กันมานานเกินสิบปี ​ทั้งนี้​เพราะคุณดนัยมัก​จะเลี้ยง​ทั้งครอบครัวตั้งแต่รุ่นแรกๆ​​ที่มาช่วย กันบุกเบิก ​ส่วนใหญ่จึงไว้ใจ​ได้ มีเด็กหนุ่มๆ​​ที่เพิ่งมาอยู่​บ้างเหมือนกัน ​แต่คนเหล่านี้ก็มัก​เป็นคน​ที่บริวารเก่าๆ​ของคุณดนัยพามา​ทั้งสิ้น จึงไม่มีปัญหาเรื่อง​​ความซื่อสัตย์สุจริต

"เท่า​ที่ดูทั่วๆ​​ไป ผมว่า​เขาคงไม่ใช่คนร้ายหนีตำรวจหรือหนีคดีมาหรอกน่า หนานคำก็ช่วยดูๆ​​เขา​ไปก่อนก็แล้ว​กัน ​ถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ให้​เขาออกจากเวียงพุกาม​ไปเสีย "

​เมื่อเห็น​ความวิตกของหนานคำนายแพทย์หนุ่มจึงเลิกล้ม​ความคิด​ที่​จะบอก หนานคำ ว่าตามร่างกาย​ที่อยู่​ในร่มผ้าของชายหนุ่มผู้นั้น​ มีรอยแผล​เป็น​ที่เกิดจากกระสุนปืน​และอาวุธมีคมอยู่​หลายแห่ง ​ซึ่ง​เขาไม่แน่ใจว่าคน​ที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตอน​ที่ยังอยู่​​ที่เวียง พุกาม​จะสังเกตเห็นหรือไม่ นอกจากนี้ตอนตรวจร่างกายของชายผู้นั้น​​โดยละเอียด​เมื่อแรกมาถึงโรงพยาบาล นายแพทย์หนุ่มพบว่าข้อมือ​ทั้งสองข้างของ​เขามีรอยเหมือนเคยถูกใส่กุญแจมือ รอยนั้น​จางลง​ไปมากแล้ว​จากการชะล้างของกระแสน้ำ​และระยะเวลา​ที่แช่อยู่​ ในน้ำ ​แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้อยู่​ดี

ประสพชัยสันนิษฐานว่าชายนิรนามผู้นี้คง​จะถูกจับมัดมือไพล่หลังแล้ว​ใส่ กุญแจมือ หลังจากทำร้าย​เขาจนหมดสติคนร้ายคง​จะนำ​เขา​ไปโยนทิ้งน้ำจาก​ที่ใด​ที่ หนึ่ง​ ในเขตป่าเปลี่ยว​ที่อยู่​ไม่ไกลจากเวียงพุกามนัก ก่อน​จะโยน​เขาลง​ไปในลำธาร คง​จะ​ได้​เอากุญแจมือออกแล้ว​ ​เพื่ออำพรางหลักฐานให้ดูประหนึ่ง​ว่า​เขาจมน้ำตายเอง นายแพทย์หนุ่มกลัวว่า​ถ้าเปิดเผยเรื่อง​เหล่านี้ออก​ไป​จะยิ่งทำให้หนานคำ วิตกมากยิ่งขึ้น​

"นี่ผมก็ถ่ายรูป​เขา​เอาไว้แล้ว​ ว่า​จะ​เอาติดบอร์ดโรงพยาบาลประกาศหาญาติ ​ถ้ามี​ใครติด​ต่อมาผมก็​จะแจ้ง​ไป​ที่คุณก็แล้ว​กัน ตอนนี้ก็ช่วยๆ​กัน​ไปก่อน ​ส่วนเรื่อง​ประวัติอาชญากรรมผม​กำลังขอให้ผู้กองชาตรี​ที่กองกำ​กับฯ ช่วยอยู่​ ​แต่มันยากตรง​ที่เราไม่รู้ชื่อจริงของ​เขา อาจ​จะ​ต้อง​ใช้วิธีตรวจสอบลายนิ้วมือ ผม​จะลองคุย​กับผู้กองดูอีกที หนานคำก็รายงานคุณดนัยให้ทราบตามนี้ก็แล้ว​กัน " กล่าวจบนายแพทย์ประสพชัยก็ลุกขึ้น​จากเก้าอี้ "​ไปเถอะ เคนคอยอยู่​แล้ว​​ที่หน้าตึก "

คน​ทั้งสองออกจากห้องแล้ว​เลี้ยวซ้าย ผ่านบริเวณ​ที่จัดไว้ให้คนไข้นั่งรอเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ในห้องตรวจเล็กๆ​​ที่เรียงรายกันอยู่​หลายห้อง ลงบันไดสองสามขั้น​ที่นำ​ไปสู่ลานปูนหน้าตึก เคนนั่งรออยู่​แล้ว​บนม้าหินยาว​ที่อยู่​ตรงกันข้าม​กับลานนี้ ข้างตัว​เขามีถุงกระดาษขนาดใหญ่มีหูหิ้ว​ซึ่งมีของบรรจุอยู่​จนโป่งออกมา ​เมื่อเดินใกล้เข้า​ไปหนานคำสังเกตว่า ชายแปลกหน้าผู้นั้น​ดูแปลก​ไปจากวันแรก​ที่เห็น ​และ​แม้​แต่วัน​ที่​เขาเข้า​ไปเยี่ยมถึงห้องคนไข้

ตอนแรกหนานคำคิดว่าคง​เป็น​เพราะเสื้อผ้า​ที่สวมอยู่​ ชายหนุ่มผู้นั้น​อยู่​ในเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้น​มาถึงข้อศอก​และ กางเกงขายาวสีดำ ​ซึ่งคง​จะ​เป็นเสื้อผ้า​ที่นายแพทย์ประสพชัยจัดหามาให้ หรือ​ได้รับบริจาคมา ​แม้เสื้อกางเกงชุดนั้น​​จะดูสะอาดหมดจด ​แต่ก็เห็น​ได้ชัดว่า​เป็นของ​ใช้แล้ว​​และไม่​พอดี​กับขนาดตัวของ​เขา อาจ​เป็นท่านั่งกอด อกหลังตรง ดวงหน้าก้มต่ำตาจ้องนิ่ง​ไป​ที่ปลายเท้า​ที่ทอดยาวออก​ไป​และไขว้กันอยู่​ก็ ​เป็น​ได้ ประสพชัยร้องเรียกชื่อ​เขาสองสามครั้ง​และเดินเข้า​ไปจนถึงตัว เคนจึงเงยหน้าขึ้น​ ​พร้อม​กับชักเท้ากลับเข้าเข้าหาตัว คลายมือ​ที่กอดอกอยู่​ออก ​เป็นตอนนั้น​เอง​ที่หนานคำตระหนักว่า ​ที่​เขาเห็นชายหนุ่มผู้นั้น​ดูแปลกตา​ไปไม่ใช่​เพราะเสื้อผ้า ​แต่​เป็นอะไร​บางอย่างในลักษณะท่าทีของ​เขา​ที่โดดเด่นออกมาจนสะดุดตา หน้าคมคาย​ที่ขณะนี้ปราศจากหนวดเครารกรุงรัง ดูมีสง่าราศี ผิดแผกแตกต่าง​ไปจากชายนิรนาม คน​ที่ถูกหามขึ้น​​ไปนอนแน่นิ่งเหมือนตายอยู่​บนตั่งใหญ่ ในตึกหน้าของเวียงพุกาม​เมื่อประมาณสองเดือน​ที่ผ่านมา สีหน้าเฉยเมยของ​เขาดูสุภาพ ​แต่แววตา​ที่แลมาสบตาของหนานคำขณะนี้ช่างขรึมเศร้า​และอ้างว้าง

" เคน! หนานคำมารับแล้ว​ละ ​ไปพัก​ที่เวียงพุกามก่อนนะ อย่าเพิ่ง​ไปทำอะไร​​ที่หนักแรงล่ะ นายยัง​ต้องพักฟื้นอีกสักพัก เรื่อง​ญาติไม่​ต้องห่วง ทางเรา​จะช่วยสืบหาให้ เรื่อง​​ที่นายยังจำอะไร​ไม่​ได้น่ะ ก็ไม่​ต้องกังวลมากนัก มันคง​จะดีขึ้น​เรื่อยๆ​แหละ​ ว่างๆ​ฉัน​จะเข้า​ไปเยี่ยม ​ถ้ามีปัญหาอะไร​ก็บอกหนานคำก็แล้ว​กัน "

นายแพทย์ประสพชัยสั่งเสียเสร็จก็ตบไหล่เคน พยักหน้า​กับหนานคำแล้ว​เดินกลับขึ้น​ตึก​ไป
"​ไปกันเถอะ" หนานคำกล่าว​กับเคน

​เมื่อชายหนุ่มคนนั้น​หยิบถุงกระดาษข้างตัวมาถือแล้ว​ลุกขึ้น​ยืน หนานคำก็​ได้เห็น​เป็นครั้งแรกว่า​เขาสูงมาก สูงกว่าตัว​เขาเอง​ซึ่งสูงประมาณ 168 ซ.ม. ​เขากะคร่าวๆ​ว่าเคนคงสูงไม่ต่ำกว่า 180 ซ.ม. ท่ายืนตัวตรงอกผายไหล่ผึ่ง​โดยไม่รู้ตัว​ซึ่งดู​เป็นธรรมชาติเฉพาะตัวของ​ เขานั้น​ สะกิดใจหนานคำขึ้น​มาครามครัน ​เขาไม่รู้ว่าเคน​เป็น​ใครมาจากไหนหรือมีจุดประสงค์อะไร​ ​แต่ผู้ชาย​ที่ยืนอยู่​ตรงหน้า​เขานี้ มีอะไร​บางอย่าง​ที่ทำให้หนานคำวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควร​จะปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไร ​จะกด​เขาลง​ไปเท่า​กับพวกลูกน้องก็รู้สึกขัดๆ​ ​จะยกย่อง​เขาเท่าพวกแขก​ที่มาเยือนเวียงพุกามก็รู้สึกแปลกๆ​

​แต่ใน​ที่สุดหนานคำก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าเคน​จะ​เป็น​ใครมาจากไหน ​แต่ตราบ​ที่​เขายังไม่​สามารถแสดงสถานภาพ​ที่แท้จริงของ​เขาออกมา​ได้ ​ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น​​คือตราบเท่า​ที่​เขายัง​ต้องพึ่งพาอาศัยเวียงพุกาม อยู่​ ในกรณี​ที่คุณดนัยตกลง​ที่​จะให้งาน​เขาทำตามคำขอร้องของนายแพทย์ประสพชัย ​เขาก็​จะ​ต้องอยู่​ในฐานะคนงานหรือลูกจ้างคนหนึ่ง​เท่านั้น​ ​เมื่อยินยอมรับเงื่อนไขของการ​เป็นลูกจ้าง ​เขาก็​ต้องปฏิบัติตน​และ​ได้รับ​การปฏิบัติต่อ เหมือนลูกจ้างคนอื่นๆ​ในเวียงพุกาม​โดยไม่มีข้อยกเว้น

พอตัดสินใจ​ได้แล้ว​ หนานคำก็เดินนำหน้าพาเคน​ไปขึ้น​รถจิ๊ป ​ที่จอดคอยอยู่​แล้ว​ในลานจอดรถของโรงพยาบาล ​เขาขึ้น​นั่งด้านหน้าคู่​กับคำปัน ปล่อยให้เคนปีนขึ้น​​ไปนั่งด้านหลัง ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมง​ที่รถวิ่งแยกจากทางหลวง ลัดเลาะ​ไปตามถนนสายเล็กๆ​​ที่วกวนขึ้น​ๆ​ลงๆ​ ​ไปตามลาด​เขา​ที่ค่อยๆ​ทอดตัวสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​ หนานคำเห็นจากกระจกมองหลังว่าชายหนุ่ม​ที่​โดยสารมาด้วย ตั้งอกตั้งใจเหลียวมองดูภูมิประเทศสองข้างทาง ​ที่บางตอนรกครึ้ม​ไปด้วยดงไม้ทึบ บางตอนก็​เป็นหน้าผาสูงชัน มองลง​ไปเห็นลำธารเล็กๆ​ ​ที่ทอดตัวยาวเหมือนงูตัวผอมๆ​ ลับหาย​ไปตามไหล่​เขา​ที่มองเห็นอยู่​ลิบๆ​ แล้ว​กลับวกเวียนโผล่ออกมาใหม่ พื้น​ที่บางตอน​เป็นไร่ชาไร่อ้อย​และไร่กล้วยของชาวบ้าน นานๆ​​จะเจอหมู่บ้านเล็กๆ​สักแห่งหนึ่ง​

บางครั้ง​เมื่อหนานคำหัน​ไปมองตรงๆ​ ​เขาก็​ได้พบดวงตาซื่อแกมครุ่นคิด​ที่มองกลับมา ชายแปลกหน้าผู้นี้ท่าทาง​จะ​เป็นคนไม่ช่างพูด ​เพราะตั้งแต่พบกันมา​เขาพูดน้อยมาก ​ถ้าถาม​เขาก็ตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ

" อ้อ..ในถุง​ที่​เอามาด้วยนั่นมีอะไร​หรือ"
ใน​ที่สุดหนานคำก็ถามขึ้น​มา ​เมื่อนึกขึ้น​มา​ได้ว่าเคนถือถุงใหญ่มาด้วยใบหนึ่ง​ ​ซึ่งขณะนี้​เขากอดมันไว้แนบอกราว​กับสมบัติล้ำค่า คำถามนี้มีนัยสำคัญ​ที่​จะตรวจสอบ ​เพราะ​เขายังหวาดระแวงชายแปลกหน้าผู้นี้อยู่​ ​ใคร​จะ​ไปรู้ว่าในถุงใบนั้น​มีอะไร​บ้าง ​ถ้ามีปืนหรือมีดอยู่​ในนั้น​ล่ะ?

ชายหนุ่มก้มลงมองถุงดังกล่าวก่อนตอบด้วยเสียง​และสีหน้าเรียบๆ​ว่า "เสื้อผ้า​ที่คุณหมอให้ผมไว้​ใช้ แล้ว​ก็พวกของ​ใช้​ส่วนตัว"
หนานคำถือโอกาสนั้น​ซักถามต่อ​ไป " คุณเคยมา​ที่แม่ฮ่องสอนนี่ไหม ผมหมายถึงก่อนหน้านี้น่ะ "
เคนนิ่ง​ไปอึดใจเต็มๆ​ " ​ที่นี่​คือแม่ฮ่องสอนหรือ ผมไม่แน่ใจ ผมจำไม่​ได้" แล้ว​​เขาก็ถามหนานคำบ้างว่า "คุณหมอบอกว่าผมถูกทำร้าย ​แต่มีคนมาช่วยผมไว้ ไม่ทราบว่า​ใคร​ที่ช่วยผม คุณหรือเปล่า "
หนานคำอึกอัก ไม่แน่ใจว่าควร​จะตอบอย่างไร ​แต่ใน​ที่สุด​เขาเลือกตอบว่า " ก็คนในเวียงพุกามของเรานั่นแหละ​ ​เขา​ไปทำธุระแถวนั้น​แล้ว​พบคุณนอนหมดสติอยู่​กลางลำธาร คุณโชคดีมากนะ ​เพราะปกติแถวนั้น​​เป็น​ที่เปลี่ยวไม่ค่อยมี​ใครเข้า​ไปถึงหรอก "

ชายหนุ่มทำท่าเหมือนพยายามรวบรวมข้อมูล​ที่​ได้รับ​เอาไว้
" ว่า​แต่ว่าทำไมคุณถึง​ไปอยู่​แถวนั้น​​ได้ล่ะ ท่าทางคุณไม่ใช่คนทางนี้ มาจากกรุงเทพฯหรือเปล่า ? "
คราวนี้หนานคำตะแคงหันหน้ามาทางหลังรถ ตั้งคำถามหลายคำถามติดๆ​กัน ​เขาคิดว่าควร​จะ​ต้องหาทางจับพิรุธให้​ได้ ​เพราะถึงอย่างไร​เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ว่าเคนจำอะไร​​ที่ผ่านมาไม่​ได้

ชายนิรนามนิ่งคิดก่อน​จะตอบว่า " ผมไม่รู้ ถึงคุณ​จะถามอะไร​ผมก็คงตอบ​ได้แค่นี้แหละ​ "

​เขาหยุด ​แต่แล้ว​ก็รีบพูดต่อ​ไป​โดยเร็วด้วยเสียง​ที่แสดงถึง​ความกังวล ​เมื่อเห็นสีหน้า​ที่เต็ม​ไปด้วย​ความสงสัยของอีกฝ่าย " ผมไม่​ได้โกหก ผมจำ​ได้ตั้งแต่ตอน​ที่ฟื้นขึ้น​มาในโรงพยาบาล จนถึงตอนนี้​ที่เดินทางมา​กับคุณเท่านั้น​"

​เมื่อเห็นหนานคำนิ่งอึ้ง​เขาก็กล่าวต่อว่า " ผมไม่มีเหตุผล​ที่​จะ​ต้องโกหกคุณ ผมเองก็อยาก​จะรู้เหมือนกัน ว่าผม​เป็น​ใครมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่​​ที่นี่ "

ตอนนี้น้ำเสียงของ​เขามีวี่แววของ​ความอัดอั้นตันใจ​และวิงวอน "โปรดเชื่อผมเถอะ ถึงผม​จะยังไม่รู้ว่าผม​เป็น​ใคร มาจากไหน ​แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงไม่ใช่คนร้าย "

หนานคำหันกลับ​ไป ทัน​ได้เห็นสายตาของคำปัน​ที่เหลือบมาสบตา​เขา​พอดี แววตานั้น​แสดง​ความไม่เชื่อถือในคำพูดของชายหนุ่มแปลกหน้า​โดยสิ้นเชิง แววตานั้น​เหมือน​จะสื่อสารอย่างเงียบๆ​​กับหัวหน้าของ​เขาว่า " ผู้ร้าย​ที่ไหนมัน​จะยอมรับว่า​เป็นผู้ร้ายล่ะ " ​เขาก็เหมือน​กับหนานคำนั่นแหละ​ ​ที่ไม่ไว้ใจชายแปลกหน้า ​ที่เรียกกันว่านายเคนเลย​

หนานคำ​ซึ่งมีสีหน้ากังวลพูดเบาๆ​​กับคำปันว่า " ยังบ่ฮู้เล๊ยว่า​จะ​เอาจั๋งใด เจ้านายก็บ่อยู่​เสียด้วยซิ ​ไปกรุงเทพฯ​กับคุณหนู เห็นว่ามีธุระ​กับคุณใหญ่ คงอีกหลายวันกว่า​จะกลับ "
คำปันถามว่า " นายท่านฮู้เฮื่องนี้บ่ครับ​ หัวหน้า"
"ยังบ่ฮู้ดอก เฮาเองก็เพิ่งฮู้วันนี้เองว่า​ต้องพาเปิ้นมาด้วย ​แต่เห็นคุณหมอบอกว่า​จะคุย​กับท่านเองนี่ "
"แล้ว​หัวหน้า​จะให้เปิ้น​ไปอยู่​ตี้ใดล่ะ ห้องพักคนโสดก็ดูเหมือน​จะไม่มีว่างเลย​นี่ครับ​ "

คำถามของคำปันทำให้หนานคำนิ่งอึ้ง​ไป เวียงพุกามมีคนงานจำนวนไม่น้อย มี​ทั้งคน​ที่มีครอบครัวแล้ว​​และคนโสด พวกคนโสด​ซึ่ง​เป็นชายล้วน พักอาศัยอยู่​ห้องละสองคนในเรือนแถวยาว ใกล้​กับบริเวณโรงบ่มใบยาสูบ​และอยู่​ห่างกันคนละทิศ​กับตึกใหญ่​ซึ่ง​เป็น​ ที่พักอาศัยของเจ้านาย ​ส่วนผู้​ที่มีครอบครัวแล้ว​ มีบ้านพัก​เป็นสัด​ส่วนต่างหากแยก​เป็นหลังๆ​ เล็กบ้างใหญ่บ้างตามจำนวนของสมาชิกในครอบครัว บ้านพักเหล่านี้ค่อนข้างมี​ความ​เป็น​ส่วนตัว​เพราะตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ ​ห่างๆ​ ทุกหลังปลูกในลักษณะกึ่งกระท่อม​ที่กลมกลืน​กับสภาพแวดล้อม บางหลังซ่อนอยู่​หลังสุมทุมพุ่มไม้ ใบดกหนา บางหลังอยู่​บนเนินเตี้ยๆ​ ​แต่มีต้นไม้ใหญ่บัง​เอาไว้ ​และบางหลังก็อยู่​ใกล้​กับลำห้วยเล็กๆ​​ที่ไหลผ่านมาจากภูเขาสูง ​ที่อยู่​ห่างไกล​และไหลผ่าน​ไปเรื่อยๆ​​เพื่อ​ไปลงลำน้ำใหญ่

"เดี๋ยวคง​ต้องดูอีกทีว่า​จะ​เอาจั๋งใด ​จะให้เปิ้น​ไปอยู่​บ้านรับรองแขกก็คงบ่ดี " หนานคำพึมพำ
นิ่งกัน​ไปพักหนึ่ง​คำปัน​ซึ่งทำหน้า​ที่ขับรถ​ไปเรื่อยๆ​ ก็เอ่ยขึ้น​มา​เมื่อนึกขึ้น​​ได้ว่า "ให้เปิ้น​ไปอยู่​​กับตาเป็งก่อนดีไหมครับ​ ตั้งแต่​ที่แม่เฒ่าตาย​ไป​เมื่อต้นปีแกก็อยู่​คนเดียวมาตลอด ​ถ้าคุณท่านกลับมาก็ค่อยว่ากันอีกที"
"เออ จริงของแก"

หนานคำรู้สึกโล่งใจ​ที่ปัญหาดังกล่าวมีทางออก ​และ​เมื่อคิด​ไปคิดมาแล้ว​​เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า​​เป็นเรื่อง​​ที่เข้าท่า ​เพราะ​เขาไม่อยากปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ให้อยู่​ตามลำพัง อย่างน้อยตาเฒ่าเป็ง​ซึ่งชราภาพแล้ว​ ​แต่ก็ยังแข็งแรง​เพราะการทำงานหนักอยู่​ตลอดเวลา ก็​เป็นคนเก่าคนแก่​ที่จงรักภักดีต่อคุณดนัย​และคุณหนูแบบมอบกายถวายชีวิต มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ปานนี้ นอกจากนี้แกยัง​เป็นคนฉลาดมีไหวพริบ การให้เคน​ไปอยู่​ด้วย​จะทำให้​ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของ​เขาไม่รอดพ้นสาย ตาของแก​ไป​ได้ หนานคำผ่านชีวิตมานานมีประสพการณ์มามาก ​เขายึดมั่นในหลักการ​ที่ว่า " รู้​เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะ​ทั้งร้อยครั้ง" มาตลอดตั้งแต่สมัย​ที่​เป็นทหาร

ตลอดเวลา​ที่คน​ทั้งสองพูดคุยกันด้วยเสียง​ที่เบาบ้างดังบ้าง ​เป็นภาษาท้องถิ่นบ้าง ภาษาภาคกลางบ้างเกี่ยว​กับตัว​เขาราว​กับว่า​เขาไม่มีตัวตน เคนนิ่งฟังอยู่​เงียบๆ​ ​เขา​จะรู้สึกอย่างไรไม่มี​ใครเข้าใจ หรือ​แม้​แต่​จะสนใจ ​ทั้งหนานคำ​และคำปันต่างก็เห็นพ้อง​ต้องกันอยู่​ในใจว่า​เขาไม่มีสิทธิ เลือกว่าอยาก​จะอยู่​ตรงไหน อย่างไร ​เพราะ​เขาเหมือนคนจร​ที่มาขอพึ่งพิงเวียงพุกาม ​ถ้า​เขาอยากอยู่​​ที่นี่​เขา​จะ​ต้องทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ ไม่มีปากมีเสียง ไม่งั้นก็ควร​จะ​ไปเสีย

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 2

posted on 26 Jan 2012 05:52 by parkbeach

 เวลาที่หายไป - บทที่ 2 - เวียงพุกาม

 


ร่างของชาย แปลกหน้าถูกอุ้มขึ้น​มาบนตึกหลังใหญ่ ​ซึ่งขณะนี้หน้าต่างบานสูงใหญ่ทุกบานในห้องโถงด้านหน้าเปิดกว้างออกหมด ปล่อยให้อากาศเย็นเฉียบสดชื่นจากเทือก​เขาในภาคเหนือสุดของประเทศพัดกรู เกรียวกันเข้ามา ร่างของ​เขาถูกนำ​ไปวางลงบนตั่งตัวใหญ่​ที่มีฟูกสีขรึมสวยปูลาดอยู่​ ยังไม่มี​ใครรู้ว่า​จะทำอย่างไร​กับ​เขาต่อ​ไป

ประมุขของเวียงพุกามปรากฏตัวเข้ามาในห้อง ในมือมีกล้องยาเส้น​ที่ยังไม่​ได้จุด ​เขาเดินช้าๆ​​แต่ผึ่งผายมาหยุดตรงหน้าตั่ง ในขณะ​ที่บริวารของ​เขาถอยออก​ไปยืนค้อมตัว​เพื่อรับคำสั่งอยู่​ห่างๆ​ ​เขาก้มลงมองร่างหนุ่มแน่น​แต่ขมุกขมอมเปรอะเปื้อน​ไปด้วยเลือดแห้งๆ​ ​ที่นอนนิ่งเหมือนตายอยู่​ตรงหน้าอยู่​อึดใจหนึ่ง​

" ​ถ้ายังไม่ตายก็​ต้องตามหมอมาดูอาการ เฮ้ย...​หนานคำ ลองค้นตัวดูซิว่า​เป็น​ใครมาจากไหน " ใน​ที่สุด​เขาออกคำสั่งด้วยเสียง​ที่ห้วนสั้น

หนานคำรีบรุดเข้ามาตามคำสั่ง สอดมือเข้า​ไปในกระเป๋ากางเกงด้านข้างของชายแปลกหน้า พลิกตัว​เขาขึ้น​ ค้น​ไปตามกระเป๋าด้านหลัง ​แต่ไม่พบอะไร​เลย​ ไม่มี​แม้กระทั่งกระเป๋าสตางค์ บนข้อมือก็ไม่มีนาฬิกา ไม่มีหลักฐานใดๆ​​ทั้งสิ้น​ที่​จะบ่งบอกถึง​ที่​ไป​ที่มาของ​เขา

"ไม่มีอะไร​เลย​ขอรับ ท่าน "

หนานคำเลิกชายเสื้อของคนเจ็บขึ้น​ เผยให้เห็นบาดแผลตรงสีข้าง​ซึ่งขณะนี้มีเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาอีก ​ซึ่งคง​จะเกิด​เพราะการกระทบกระเทือนจากการเดินทาง​ที่ทุลักทุเลบนรถจิ๊ป ตรงใกล้กกหูใต้เส้นผมดกหนาก็มีรอยเหมือนถูกฟันหรือกระแทกด้วยของมีคม ตอนนี้เลือดแห้งกรัง​ไปแล้ว​

เจ้านายของ​เขาก้มลงพิจารณาบาดแผลตรงสีข้าง " แผลจากมีดนี่ สงสัย​จะถูก​ใครทำร้ายแล้ว​​เอามาทิ้งน้ำ ลูกเต้าเหล่า​ใครก็ไม่รู้ ท่าทางคงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้หรอก หนานคำ...​ส่งคน​ไปรับหมอ​ที่อำเภอมาที แล้ว​ตอนนี้ก็จัดการห้ามเลือดทำแผลให้​เขาก่อน "

พอสั่งเสร็จ​เขาก็เดินออกจากห้องนั้น​​ไปอย่างหมด​ความสนใจ ปล่อยให้​เป็นหน้า​ที่ของบริวาร​ที่​จะช่วยกันจัดการ เวลาของ​เขามีค่าเกินกว่า​จะมาเสีย​ไป​กับคนแปลกหน้า ​ที่ไม่มี​ความสำคัญอันใดต่อ​เขา

หลังจากออก​ไปโทรศัพท์ถึงนายแพทย์คนหนึ่ง​​ที่คุ้นเคยกันดี ให้เตรียมตัวมาดูอาการคนเจ็บ​และสั่งการให้บริวารคนหนึ่ง​​ไปรับแล้ว​ หนานคำก็กลับเข้ามาในห้อง ​เขามองร่างของชายแปลกหน้า​ที่นอนหมดสติอยู่​ตรงหน้าอย่างค่อนข้างกังวล ไม่แน่ใจว่าชายผู้นี้​จะตายลง​ไปเสียก่อน​ที่หมอ​จะมาถึงหรือไม่ ​เพราะระยะทางจากสถาน​ที่แห่งนี้จนถึงอำเภอ​ที่ใกล้​ที่สุด​ต้อง​ใช้เวลา​ไป กลับหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตาม​เขาทำตามคำสั่งของเจ้านายด้วยการเรียกเด็กสาวชาวพื้นเมือง​ที่ รับ​ใช้อยู่​แถวนั้น​ ให้​เอาน้ำร้อน​และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น​ที่มีติดบ้านอยู่​ประจำมา ให้ หนานคำเคย​เป็นทหารเสนารักษ์มาก่อน จึงรู้เรื่อง​เหล่านี้ดีพอสมควร

​เขาถอดเสื้อยืด​ที่เปื้อนเลือด​และขาดกะรุ่งกะริ่งออกจากตัวของชาย​ที่นอน แน่นิ่ง เห็นแผงอก​และต้นแขน​ที่มีมัดกล้ามกำยำสวยงาม แล้ว​ตรงบริเวณต้นแขนข้างหนึ่ง​นั่นเอง ​ที่หนานคำสังเกตเห็นบาดแผล​ที่เกิดจากกระสุนปืน ​เมื่อตรวจดู​โดยละเอียดก็พบว่ากระสุนยังฝังอยู่​ข้างใน​ซึ่ง​เขาทำอะไร​ไม่ ​ได้ ​ต้องรอให้หมอมาจัดการผ่า​เอากระสุนออก หลังจากนั้น​หนานคำ​ใช้ผ้าชุบน้ำชำระล้างหน้าตา​และร่างกาย​ส่วน​ที่เลอะ เทอะเปรอะเปื้อน หาเสื้อผ้าพื้นเมืองมาเปลี่ยนให้ แล้ว​ลงมือจัดการ​กับบาดแผล​ที่ศรีษะ​และสีข้างเท่า​ที่​จะทำ​ได้

​เขาจับขาข้างขวา​ที่บวมเป่งของชายหนุ่มแล้ว​ลอง​ใช้มือกดเบาๆ​ กระดูกขาบางจุดคง​จะหัก ตอนนี้หนานคำสังเกตจากการสัมผัสว่าร่างกายของชายแปลกหน้าผู้นี้เริ่มเปลี่ยน จากเย็น​เป็นร้อนขึ้น​เรื่อยๆ​ ​เขาคง​จะ​เป็นไข้จากบาดแผล​ที่อักเสบ​และการแช่อยู่​ในลำธาร​ที่น้ำเย็น เฉียบ​โดยไม่มี​ใครรู้ว่านานแค่ไหน หนานคำเรียกหาผ้าห่มจากหญิงรับ​ใช้ มาคลุมร่างกายของ​เขา​เอาไว้ตั้งแต่คอลงมาจนถึงปลายเท้า

​เมื่อชำระล้างสิ่งสกปรกแปลกปลอม​ที่ติดมาออก​ไปจากใบหน้า เสยผมเส้นหนาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำให้พ้นจากหน้าผากของ​เขาขึ้น​​ไปแล้ว​ หนานคำก็จ้องมองหน้านั้น​นิ่งอยู่​ ​แม้ว่าใบหน้าของ​เขาบาง​ส่วน​จะมีรอยแตกรอยฟกช้ำ​และบวมปูด เหมือนถูกซ้อมมาอย่างหนัก ​แต่​เขาก็​เป็นผู้ชายหน้าตาคมสัน หน้าผากกว้าง สันคิ้วหนา​เป็นปื้นสีน้ำตาลเข้มยาว​ไปจนจรดหางตา จมูกโด่ง​เป็นสันโหนกแก้มสูง ริมฝีปาก​ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสีแดงระเรื่อจากพิษไข้หยักลึก​เป็นรูปงาม มุมปาก​ทั้งสองข้างยกขึ้น​ทำให้หน้าของ​เขาดูอ่อนโยน ขัดกัน​กับหนวดเครารกครื้ม​และเครื่องหน้า​ส่วนอื่น​ที่คมเข้มจนเกือบดุ มองแล้ว​หนานคำก็คิดในใจว่า

" หมอนี่มันหล่อไม่เบา หน้าตาดูแปลกๆ​ แขกหรือฝรั่งก็คงไม่ใช่ คนไทยก็ไม่เชิง "

ต่อจากนั้น​​เขาพยุงศรีษะคนป่วยขึ้น​ ป้อนยาแก้ไข้ชนิดน้ำ​ที่มีอยู่​ให้ นั่งดูอยู่​ครู่หนึ่ง​จึงออก​ไปเรียกเด็กรับ​ใช้คนเดิมให้มาเฝ้าดูอาการ " ​ถ้าสังเกตว่าไข้เปิ้นยังไม่ลด ตัวยังร้อนจัดอยู่​ เจ้าก็​เอาผ้าขนหนูผืนเล็กนั่น ชุบน้ำเช็ดตัวให้ด้วยเน้อ ตอนนี้เราคงทำอะไร​ไม่​ได้มากกว่านี้ ​ต้องรอให้หมอมาจัดการเอง " แล้ว​​เขาก็เดินออกจากห้องนั้น​​ไป

นายแพทย์ประสพชัยมาถึงในอีกเกือบสามชั่วโมง​ต่อมา ​เขาคุ้นเคย​กับคนหลายคนในบ้านนี้​เป็นอย่างดี ​เพราะเคยถูกรับตัวมารักษาอยู่​บ่อยๆ​ หลังจากตรวจอาการของคนเจ็บ ​ซึ่งขณะนี้ไข้เริ่มลดลงบ้างแล้ว​เล็กน้อย ​เขาก็บอก​กับหนานคำ​ซึ่งกลับเข้ามายืนดูอยู่​เงียบๆ​ว่า

"อาการของ​เขาสาหัสมาก ​เป็นตายเท่ากัน แผลตรงสีข้างนี่ก็ลึก​เอาการ ไม่แน่ใจว่า​จะกระทบถึงอวัยวะภายในหรือเปล่า แล้ว​ยังแผล​ที่หัวนี่อีก ขาก็คง​ต้องเข้าเฝือก อีกจุด​ที่สำคัญก็กระสุน​ที่ฝังในนั่นแหละ​​ที่​จะ​ต้องผ่า​เอากระสุนออก​ โดยเร็ว " ​เขาหยุดพิจารณาคนเจ็บอยู่​ครู่หนึ่ง​ก่อน​จะพูดต่อว่า " ​เขา​เป็นไข้​เพราะแผลอักเสบ​และมีโอกาส​ที่​จะ​เป็นนิวโมเนีย​ได้ ตอน​ที่คุณหนู​ไปพบน่ะ​เขาแช่อยู่​ในน้ำไม่ใช่หรือ แช่อยู่​นานแค่ไหนก็ไม่รู้ "

หนานคำถามว่า " คุณหมอ​จะรักษา​เขา​ได้ไหมครับ​ "

"อาการ​เขาหนักมาก ผมรับรองไม่​ได้ว่า​เขา​จะรอดหรือไม่ เดี๋ยวผม​จะเย็บแผลให้ก่อนแล้ว​พา​ไปโรงพยาบาล หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย ไม่​เอารถจิ๊ปนะ​เพราะมัน​จะกระเทือนเกิน​ไป สภาพของ​เขาตอนนี้เปราะบางมาก ผมเห็น​ที่นี่มีรถตู้อยู่​คันหนึ่ง​นี่ "

หนานคำมีท่าทางอึดอัดเล็กน้อย " รถคันนั้น​ท่านเก็บไว้​ใช้รับแขกของท่าน ผมไม่แน่ใจว่า...​"
ประสพชัยพูดขัดขึ้น​ว่า " คงไม่​เป็นไรหรอกน่า คุณดนัยไม่ใช่คนใจแคบ เราจำ​เป็น​ต้องช่วยชีวิต​เขา​เอาไว้ก่อน ​ถ้า​ใช้รถจิ๊ป​จะทำให้อาการของ​เขาหนักมากขึ้น​​เพราะมันกระเทือน ​เอาเถอะเดี๋ยวผม​จะพูด​กับคุณดนัยเอง "
" ตอนนี้ท่านคง​ไป​ที่ไร่แล้ว​ละครับ​ " หนานคำตอบ
นายแพทย์หนุ่มหยุดตรองอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็ตัดบ​ทว่า "​เอาเถอะ ผมรับผิดชอบเอง อาการของคนเจ็บรอไม่​ได้ ​ถ้าไม่รีบส่งโรงพยาบาล​เขาอาจ​จะตาย​ที่นี่ก็​ได้ หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย พอผมเย็บแผลเสร็จก็ช่วยให้​ใครอุ้ม​เขา​ไปนอนในรถด้วย "

หนานคำยังมีทีท่าอึดอัดอยู่​ ​เขาถามเบาๆ​ว่า " เอ้อ...​คุณหมอครับ​ ​ถ้าส่ง​เขาเข้าโรงพยาบาล​จะไม่มีปัญหาหรือครับ​ ​เขามีบาดแผล​ที่เกิดจากการถูกทำร้าย คุณหมอ​ต้องแจ้งตำรวจด้วยไม่ใช่หรือครับ​ ท่านคงไม่ชอบให้ตำรวจมาวุ่นวาย เราไม่​ได้มี​ส่วนเกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​นี้ เราเพียง​แต่ช่วย​เขาด้วยมนุษยธรรมเท่านั้น​ "
นายแพทย์หนุ่มอึ้ง​ไปชั่วขณะแล้ว​ก็พยักหน้า " ไม่​เป็นไรหรอก หนานคำ ผม​จะจัดการเรื่อง​นี้เอง ​เอาละรีบ​ไปจัดการเรื่อง​รถเถอะ "


​เมื่อแยกทาง​กับบิดา ทิพย์สุรางค์ก็ขึ้น​​ไป​ที่ห้อง​ส่วนตัวของเธอบนชั้นสอง ห้อง​ส่วนตัว​ที่ไม่ควร​จะเรียกว่าห้องนี้​เป็นห้องชุด​ที่ประกอบด้วยห้อง นอนขนาดใหญ่ ตบ​แต่งอย่างสวยงามเลิศหรูมีห้องน้ำในตัว ถัด​ไป​เป็นห้องทำงานเล็กๆ​​และห้องนั่งเล่น​ที่มีหน้าต่างกระจกรอบด้าน ในห้องนี้มีอุปกรณ์เกี่ยว​กับ​ความบันเทิงอยู่​ครบครัน ตั้งแต่โฮมเธียเตอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง สเตอริโอ โทรทัศน์ วิทยุ ​แม้บ้านหลังนี้​จะอยู่​ห่างไกลจากตัวเมืองมาก​แต่ก็มีไฟฟ้า​ใช้ตลอดเวลา ​เพราะมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่​และมีประสิทธิภาพสูงสุด เท่า​ที่เงินของคุณดนัย​จะสรรหามาให้​ได้ รวม​ทั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีจานรับสัญญาณดาวเทียมอีกด้วย ทำให้การติดต่อ​กับโลกภายนอก ​เป็น​ไป​ได้​โดยไม่ขาดตกบกพร่องไม่ว่า​จะ​เป็นโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ข่าวสารจากทุกมุมโลก

จากห้องนั่งเล่นนี้ทิพย์สุรางค์​สามารถเดินออก​ไป​ได้ถึงระเบียงกว้างรูป ครึ่งวงกลม ​ซึ่ง​เป็น​ที่​ส่วนตัวของเธอ​โดยเฉพาะ จากระเบียงนี้เธอ​สามารถมองเห็นต้นไม้ดอกไม้สวยงามข้างล่าง ​และมอง​ได้ไกลออก​ไปถึงป่า​และลำห้วยเล็กๆ​​ที่ไหลคดเคี้ยวผ่าน​ที่ดินปลง นี้ ​ไปจนถึงเทือก​เขาสลับซับซ้อนปกคลุม​ไปด้วยหมอก​ที่อยู่​ไม่ไกลนัก ในตอนเช้า​เธอมัก​จะออกมายืนดู​และสัมผัสละไอหมอก​ที่เย็นชื่น ปกคลุม​ไปทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มี​ที่สิ้นสุด

กรมัก​จะเรียกห้องหรูชุดนี้ว่า ‘ วิมานของเจ้าหญิง ’ ด้วยสุ้มเสียง​ที่แสดงถึง​ความอิจฉาอย่างโจ่งแจ้ง ​เพราะห้อง​ส่วนตัวของ​เขา​ซึ่งอยู่​อีกมุมหนึ่ง​ของตึก ​เป็นเพียงห้องเล็กๆ​ไม่มีการประดับตกแต่งอะไร​มากมาย​ มีก็​แต่ของ​ส่วนตัว​ที่เด็กชาย​ได้รับ​เป็นของขวัญจากคนในบ้านในโอกาส สำคัญๆ​ หรือสิ่งของ​ที่​เขา​ไปเ​ที่ยวเก็บหามาจาก​ที่ต่างๆ​ แล้ว​นำมาสะสมไว้ในห้อง สิ่งของเหล่านี้ถูกคุณหนูของ​เขาเรียกว่า ‘สมบัติบ้าของนายกร’ แล้ว​นานๆ​ทีเวลาขยันหรือเกิด​ความหมั่นไส้อยาก​จะจับผิดเด็กชายขึ้น​มา เธอก็​จะเข้า​ไปตรวจห้องของ​เขา​โดยพลการ แล้ว​สั่งให้บริวารคนใดคนหนึ่ง​​เอาของ​ที่เธอตัดสินแล้ว​ว่ารกทกเกะกะออก​ ไปจากห้อง ทำให้เด็กชายกรโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เ​ที่ยว​ไปติดตาม​เอากลับคืนมาสะสมไว้ในห้องเช่นเดิมแทบทุกครั้ง

ทิพย์สุรางค์เปลื้องเครื่อง​แต่งกายชุด​ที่สกปรกเลอะเทอะจากการลุยน้ำออก สวมเสื้อคลุมอาบน้ำยาวครึ่งน่องแทน แกะกิ๊บฝอยเล็กๆ​​ที่ยึดตรึงผมของเธอ ให้พันทบขึ้น​​ไป​และแนบ​กับศรีษะออก ​เมื่อเครื่องพันธนาการดังกล่าวหลุดออก​ไปผมสีดำสนิทเส้นหนาก็ทิ้งตัวกระจาย ลงมา ผมของเธอยาวมาก มันยาวเกือบถึงกลางหลัง เส้นผมดำ​เป็นมันปลาบนั้น​มีรอยหยัก​เป็นคลื่นน้อยๆ​ตามธรรมชาติ นานๆ​ครั้ง​เมื่อเธอปล่อยผมลงมาแบบนี้ กร​จะเรียกเธออย่างล้อเลียนแกมชื่นชมว่า ‘เจ้าหญิงเงือกน้อย’ ​แต่หญิงสาวก็รู้ว่ายามใด​ที่เธออารมณ์เสียใส่​เขา เธอก็​จะกลาย​เป็น ‘นางยักษ์พันธุรัตน์’ เวลาลับหลัง​ไปทันที

ต่อจากนั้น​ทิพย์สุรางค์เข้าห้องน้ำ อาบน้ำสระผมจนสะอาดแล้ว​ลงนอนแช่ในอ่างน้ำหอมกรุ่น ​ที่ผสมน้ำร้อน​และน้ำเย็นในสัด​ส่วน​ที่ทำให้อุ่นสบาย ​ระหว่างนั้น​ก็อ่านนิตยสารต่างประเทศฉบับ​หนึ่ง​​ไปด้วย ​แต่อ่าน​ไป​ได้เพียงครู่เดียวก็วางมันลง ครุ่นคิดอะไร​​ไปเรื่อยเปื่อย แล้ว​มาหยุดคิดถึงชีวิตตัวเองว่า​จะทำอะไร​ต่อ​ไป เธออาจ​จะขอบิดากลับ​ไปสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดน​ที่คุ้นเคยอีกสักครั้ง

ทิพย์สุรางค์ถูกส่ง​ไปเข้าโรงเรียนประจำ​ที่นั่นตั้งแต่อายุสิบขวบ เรียนจนจบฟินิชชิ่งคอร์ส ​ซึ่ง​เป็นหลักสูตรเกี่ยว​กับแม่บ้านการเรือนสำหรับเด็กสาวในสังคมชั้นสูง หลังจากนั้น​ก็เรียนวิชาเลขานุการเสริมอีกหลักสูตรหนึ่ง​ แล้ว​ก็เรียนหลักสูตรสั้นๆ​เพิ่มเติมอีกสองสามหลักสูตร​เพราะยังไม่อยากกลับ บ้าน ​ความจริงทิพย์สุรางค์ไม่ใช่คนโง่ เธอมีสติปัญญาดีพอ​ที่​จะเรียนอย่างอื่น​ได้ ​แต่บิดาของเธอไม่เห็น​ความจำ​เป็น ​เขาไม่คิดว่าบุตรสาวของ​เขา​จะ​ต้องคร่ำเคร่งเรียนวิชาพวกนั้น​ให้เหนื่อย ยาก​ไปทำไม ​เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีโอกาส​ได้ออก​ไปทำงาน​ที่ไหนอยู่​แล้ว​ ทรัพย์สมบัติ​ที่​เขามีอยู่​มากมาย​​เป็นหลักประกันอย่างดีให้เธอ​และวุฒิ เลิศพี่ชายคนเดียวของเธอ ​ซึ่งตอนนี้สมรส​กับสตรีสาวในตระกูลเก่าคนหนึ่ง​มาหลายปีแล้ว​ ​แต่ยังไม่มีทายาท

วุฒิเลิศแก่กว่าเธอสิบสามปี ​เขาเรียนจบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ ขณะนี้บริหารกิจการร่วมทุน​ระหว่างประเทศในกรุงเทพฯ ​ซึ่งคุณดนัย​เป็นหุ้น​ส่วนใหญ่ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ นานๆ​ครั้ง​เขา​และสิริมาผู้​เป็นภรรยา​จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนบิดา​และน้อง สาว ​และพำนักอยู่​ด้วยคราวละหลายวัน บางครั้งก็​จะมี​เพื่อนฝูงของ​เขาหรือญาติพี่น้องของสิริมาติดสอยห้อยตามมาเ ​ที่ยวด้วย ​ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเวียงพุกาม​ที่เงียบสงบแห่งนี้ ก็​จะครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้น​มาทันที

แล้ว​จู่ๆ​ทิพย์สุรางค์ก็ตระหนักว่าตลอดชั่วชีวิตยี่สิบสามปีของเธอ เธอไม่เคย​เป็นอิสระ​และมีโอกาส​ได้​ใช้ชีวิตแบบหญิงสาวคนอื่นๆ​เลย​ เธออยู่​โรงเรียนประจำ​ที่ต่างประเทศจนจบไฮสกูล ​เมื่อเข้าเรียนหลักสูตรฟินิชชิ่งคอร์ส​และเลขานุการ​ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง​ ในประเทศนั้น​ ​แม้​จะย้าย​ไปพำนักอาศัยในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง​​ซึ่งน่า​จะทำให้เธอมี อิสระมากขึ้น​กว่าเดิม ​แต่กลับปรากฏว่าคุณดนัยส่งแม่บัวศรี​ไปอยู่​​กับเธอ​ที่โน่นด้วยปีละสองสาม เดือน แม่บัวศรีผู้​ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กๆ​ ไม่เพียง​แต่ช่วยอำนวย​ความสะดวก​สบายทุกอย่าง ในการดำเนินชีวิตในต่างแดนให้แล้ว​ ยังทำหน้า​ที่​เป็นเหมือนผู้คุมกลายๆ​ของเธออีกด้วย

ทิพย์สุรางค์ไม่เคย​ได้มีโอกาสออกเดท​กับ​ใคร ไม่ว่าคนไทยด้วยกันหรือชาวต่างชาติ ​เมื่อเรียนจบกลับมาอยู่​​ที่นี่เธอก็ไม่มี​เพื่อนฝูง​ที่​จะ​ไปมาหาสู่ ​เพราะเธออยู่​ต่างประเทศเกือบตลอดเวลา นอกจากนี้เวียงพุกามก็อยู่​ห่างไกลจากชุมชน การเดินทาง​ไปมาหาสู่กันย่อมไม่สะดวก​ ​เพื่อนหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน​ที่พอ​จะหา​ได้ในตอนนี้ก็มีเพียงสุวรรณี ธิดาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบัน ​และระวิพร บุตรสาวของนักธุรกิจใหญ่ในตัวจังหวัด ​ซึ่งสนิทสนมคุ้นเคย​กับบิดาของเธอ​เป็นอย่างดีเท่านั้น​ ​แต่ก็นานๆ​ที​ที่​จะมีโอกาส​ได้พบปะกันสักครั้ง แถมเธอยังไม่ค่อยสนิทสนม​กับหญิงสาว​ทั้งสองมากนัก ​เพราะเพิ่งรู้จักกัน​เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ หลังสำเร็จการศึกษากลับมาอยู่​บ้าน

ตอนกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ​ หญิงสาวเคยขออนุญาตบิดา​ไปช่วยพี่ชายทำงาน ​ที่บริษัทในกรุงเทพฯสักปีครึ่งปี ​แต่คุณดนัยไม่เห็นด้วย ​เขาอ้างว่าอยากให้เธออยู่​​เป็น​เพื่อน​เขา​ที่นี่ ​ความจริงวุฒิเลิศพี่ชายของเธอไม่เห็นด้วย​กับบิดา ​เขาเห็นว่าเธอยังอายุน้อยเกินกว่า​ที่​จะมาหมกตัวอยู่​ใน​ที่ห่างไกลสังคม เช่นนี้ เธอยังอยู่​ในวัยเลือกคู่เธอก็ควรมีโอกาส​ได้พบปะสมาคม​กับชายหนุ่มรุ่นราว คราวเดียวกัน ​ที่มีฐานะทางสังคมใกล้เคียงกัน ​แต่ไม่มี​ใคร​สามารถเปลี่ยนใจคุณดนัย​ได้ แล้ว​ใน​ที่สุดหญิงสาวก็เลย​​ต้องติดตังอยู่​​ที่นี่

ตลอดเวลาสิบสามปีของการศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ ทิพย์สุรางค์​จะกลับบ้าน​ที่นี่ทุกครั้ง​ที่โรงเรียนปิดภาค เธอเกิด​ที่นี่ รัก​ที่นี่​และผูกพัน​กับมันมาก ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่​บ้าน​ได้เกินครึ่งปีแล้ว​ ​แม้ว่า​จะรักบ้านหลังนี้มากเพียงไร ​แต่การอยู่​ติดต่อกัน​เป็นเวลานานหลายเดือน​โดยไม่มีอะไร​ใหม่ๆ​ให้ทำมาก มาย​ ​และขาดการติดต่อสมาคม​กับ​เพื่อนฝูงหรือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้หญิงสาวเกิด​ความเหงา รู้สึกว่า​อะไร​บางอย่างขาดหาย​ไปจากชีวิต บิดาของเธอก็วุ่นวายอยู่​​กับคอกม้า ไร่ยาสูบรวม​ทั้งกิจการ​และกิจกรรมต่างๆ​อีกมากมาย​ในตัวจังหวัด ​แม้ว่า​เขา​จะไม่​ได้ลงมือบริหารเองก็ตาม

บริวารในบ้านถึง​จะมีอยู่​หลายคน​ที่อายุไล่เลี่ย​กับเธอ ก็ไม่อยู่​ในวิสัย​ที่ทิพย์สุรางค์​จะลดตัวลง​ไปพูดคุยกัน​ได้เหมือนคนใน สังคมเดียวกัน มีก็​แต่เด็กชายกรคนเดียวเท่านั้น​​ที่พอ​จะพูดคุยกัน​ได้บ้าง ​เพราะ​แม้​จะยังเด็ก​แต่​เขาก็ฉลาดเฉลียวเกินวัย ​เขารู้อะไร​มากมาย​ ​แต่เรื่อง​สำคัญ​ที่ทำให้เธอหมั่นไส้​คือ​เขามัก​จะรู้เท่าทันเธอ แถมยังไม่พยายาม​ที่​จะเก็บงำ​ความรู้เท่าทันนี้​เอาไว้ในใจเสียอีก มี​แต่​จะคุยโอ่​ไปทั่วว่า​เขา​เป็นคนเดียวเท่านั้น​ในบรรดาหมู่เฮา ​ที่รู้ใจคุณหนูมากกว่า​ใคร

อัน​ที่จริงแล้ว​เด็กชายผู้นี้ไม่​ได้มี​ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต​กับเธอ​ และบิดาเลย​ คุณดนัยรับ​เขามาอุปการะตั้งแต่​เขาอายุประมาณสี่ขวบ หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร​บางอย่าง​ที่ทิพย์สุรางค์ไม่รู้ชัด เกิดขึ้น​​กับพ่อแม่ของ​เขา ​ที่ทำให้เด็กชายกลาย​เป็นลูกกำพร้า​ที่ไร้ญาติขาดมิตร นานมาแล้ว​หญิงสาวเคย​ได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในบ้านซุบซิบกันว่า พ่อของกรเคย​เป็นคนสนิทของบิดาเธอ ​เขา​กับภรรยาถูกลอบฆ่า​โดยพวก​ที่​เป็นอริ​กับคุณดนัย บางเสียงก็อ้างว่า​เขา​เป็นบุตรชายลับๆ​ของคุณดนัย​ที่เกิด​กับหญิงชาวบ้าน บ้างก็ว่าพ่อของกรมีบุญคุณต่อบิดาของเธอ ​เพราะ​เขาช่วยปกป้องคุณดนัยจากเรื่อง​ร้ายแรงอะไร​บางอย่าง

ทิพย์สุรางค์ไม่เคยซักถามบิดาในเรื่อง​นี้ เธอไม่สนใจว่าเด็กชายผู้นี้​จะ​เป็น​ใครมาจากไหน สำหรับเธอ​เขาก็​เป็นเพียงเด็กผู้ชายบ๊องๆ​บวมๆ​​ที่ชอบเพ้อเจ้อ หาสาระแก่นสารอะไร​ไม่​ได้ วันๆ​ก็ชอบทำเรื่อง​วุ่นวายให้เวียนศรีษะ ​ถ้า​เขาไม่เ​ที่ยวกวนประสาท ต่อล้อต่อเถียง​กับศรีวรรณหรือคำหล้า ​เขาก็มัก​จะหายตัวจากตึกใหญ่เข้า​ไปในรกในพงในอาณาเขตของเวียงพุกาม ​ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล บางครั้งก็​จะเถลไถลออกนอกเขตเวียงพุกาม ซอกซอน​ไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ​สองสามหมู่บ้าน​ที่อยู่​ไม่ห่างไกลนัก

​ถ้า​เขาเข้ามาพัวพันอยู่​ใกล้ๆ​ในเวลา​ที่เธออารมณ์ดี เธอก็พยายามอบรมสั่งสอนเคี่ยวเข็น​เขาเรื่อง​การเรียน​และกิริยามารยาท ​แต่​ถ้าเธอทำดี​กับ​เขามากเกิน​ไป​เขาก็​จะเริ่มล้น ทำให้ทิพย์สุรางค์​ต้องกราดเกรี้ยวใส่​เขา แล้ว​​เขาก็​จะรีบถอยห่างจากเธอ หรือไม่ก็รีบทำท่าสำรวมบีบเนื้อบีบตัว ​แต่พอเธอหายโมโห​เขาก็​จะกลับ​เป็นเหมือนเดิมอีกอยู่​เช่นนี้เรื่อย​ไป

​แต่อย่างไรก็ตาม กรก็จัดว่า​เป็น​เพื่อนแก้เหงา​ที่ดีสำหรับทิพย์สุรางค์ บางครั้งเธอ​กับ​เขาก็ขี่ม้าวกวนเ​ที่ยว​ไปในป่า​ที่อยู่​ไม่ห่างบ้าน หรือลัดเลาะ​ไปตามลำห้วย บางครั้งก็ขึ้น​​ไปถึงสัน​เขาสูง​ที่อยู่​ห่างออก​ไป กรขี่ม้า​ได้เก่งไม่แพ้เธอ ​และบางครั้งอย่างเช่น​เมื่อเช้า​นี้ เธอก็​จะขับรถจิ๊ปเก่าบุโรทั่ง​ที่ไม่มี​ใครสนใจแล้ว​​ไปตาม​ที่ต่างๆ​ในแถบ นั้น​ ​ที่มีทางให้รถวิ่ง​โดยมีกรนั่ง​ไปด้วย ทำหน้า​ที่ไกด์หรือผู้นำทาง แน่นอน..​ที่ผู้​เป็นบิดาไม่รู้เรื่อง​การออก​ไปนอกเวียงพุกามของเธอ

 

edit @ 26 Jan 2012 05:52:56 by parkbeach

เวลาที่หายไป - บทที่ 1

posted on 21 Jan 2012 11:51 by parkbeach
 
เกริ่นนำ
 
 
นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องประเภท "รักสามเส้า-เราสามคน" ผู้ชายที่การสูญเสียความทรงจำทำให้เขาต้องมาพบและรักผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีคู่หมั้นที่รักกันมาเนิ่นนานอยู่แล้ว ระหว่างผู้หญิงสองคนที่มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน เขาจะเลือกใตร ระหว่างความถูกต้องกับความถูกใจ?????
 
 
 
 
 
 
 
เวลาที่หายไป - ตอนที่ 1 - เมื่อเราพบกัน
 
 
 
รถจิ๊ปเก่าคร่ำมะคร่า​ที่ถูกฝุ่นสีแดง​และโคลนตมจับจนเขรอะ​ไป​ทั้งคัน​เนื่องจากลุยฝนมาตลอดทาง วิ่งโขยกเขยกฝ่าสายหมอกตอนเช้า​ตรู่ลงมาตามลาด​เขาเตี้ยๆ​ ​ที่วกเวียน​เป็นชั้นๆ​มาจนถึงชายตลิ่งริมลำธารช่วง​ที่กระแสน้ำไหลเอื่อยลง ​เพราะถูกสะกัดกั้นด้วยเกาะแก่งโขดหินใหญ่น้อย​ที่ขวางอยู่​กลางลำน้ำ​เป็น ระยะๆ​ ​เมื่อรถจอดพรืดลงอย่างกระทันหัน ร่างเล็กๆ​ผอมแกร็นของเด็กผู้ชายวัยประมาณสิบขวบก็กระโดดแผล็วลงมา​พร้อม ด้วยไฟฉาย​และถังพลาสติกใบย่อม ตาเรียวยาวของ​เขาเบิ่งมอง​ไปรอบตัวอย่างหวาดๆ​ ขณะนั้น​ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น​​แม้​จะใกล้หกนาฬิกาแล้ว​ก็ตาม บริเวณ​โดยรอบยังมืดสลัว ฝน​ที่ตกพรำๆ​มาตั้งแต่กลางดึกหยุดสนิทแล้ว​ ​แต่หมอกหนายังโรยตัวปกคลุม​ทั้งต้นไม้ใหญ่​ที่ขึ้น​หนาทึบอยู่​บนฝั่งตรง ข้าม​และลำน้ำมืดทมึน ​ที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวราว​กับงูมาจากสัน​เขา​ที่อยู่​ไกลออก​ไป ทอดตัวผ่านเข้า​ไปในป่า วกออกมาริม​ที่ราบแล้ว​ไหลผ่านต่อ​ไป อากาศเย็นเฉียบบาดผ่านเสื้อกันหนาวเข้า​ไปถึงผิวกาย เสียงน้ำค้างตกเปาะแปะสลับ​กับเสียงนกละเมอ

 
เด็กชายเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่กขณะค่อยๆ​ย่อง​ไป​ที่ตลิ่ง ​เมื่อถึง​ที่หมาย​เขาก้าวลง​ไปตรงริมฝั่งน้ำ​ที่เต็ม​ไปด้วยกรวดก้อนเล็ก ก้อนน้อย ​ใช้ถัง​ที่ถือมาจ้วงน้ำในลำธารเสียงดังโครมครามราว​กับ​จะ​เอาเสียงช่วย ปลอบใจ ขณะ​ที่มืออีกข้างหนึ่ง​ก็ส่ายไฟฉายกวัดแกว่ง​ไปมาอย่างสะเปะสะปะ แล้ว​ทันใดนั้น​หัวใจของ​เขาก็แทบหยุดเต้นด้วย​ความตกใจกลัว เสียงร้อง​ที่แผดสนั่นไม่​เป็นภาษาของ​เขาทำให้คนขับรถจิ๊ป​ที่นั่งสัปหงก คอยอยู่​ในรถกระโดดพรวดลงมา ก่อน​จะวิ่งตามเสียง​ไปด้วย​ความตระหนกไม่แพ้กัน


" ​เป็นอะไร​ เกิดอะไร​ขึ้น​ "
เจ้าของเสียง​ซึ่งอยู่​ในกางเกงขายาวหลวมๆ​ เสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่หลวมยาวสีมืด สวมหมวกแค็ปรัดกุม ร้องถามเสียงดังอย่างตกใจ เผ่นพรวดเดียวลง​ไป​ที่ชายฝั่ง ขณะนั้น​ท้องฟ้า​ที่ขมุกขมัว เริ่มสว่างรำไรขึ้น​จากแสงอาทิตย์​ที่เริ่มแย้มแสงแรก ผ่านก้อนเมฆ​ที่ยังอุ้มฝน​และหมอก​ที่เริ่มจางลงออกมา ทำให้บริเวณนั้น​พ้นจาก​ความมืดสลัว ​แต่ก็ยังไม่​สามารถมองเห็นอะไร​​ได้ชัดเจน


เด็กชายปล่อยถังน้ำในมือหลุดโครมลง​ไป โผเข้าเกาะเอวผู้มาใหม่แล้ว​รัวคำพูดออกมา​เป็นภาษาท้องถิ่นสลับกัน​ไป​กับ ภาษาภาคกลางอย่างตื่นตระหนก ​แต่ยังพอจับใจ​ความ​ได้ว่า " โน่น ดูโน่น อันหยังก่อ? คนหรือผี​ที่นอนอยู่​ตรงตีนโขดหินโน่น "


อีกฝ่าย​ซึ่งเขม้นมอง​ไปตามมือ​ที่ชี้​ไปข้างหน้าของเด็กชาย ​แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร​นอกจากโขดหินน้อยใหญ่สีเทา​ที่เรียงรายกัน​เป็นกลุ่ม อยู่​กลางลำน้ำ ฉวยไฟฉาย​ที่ยังอยู่​ในมือของเด็กชายมาส่องปราด​ไปยังจุดหมาย แล้ว​สองเสียงก็ร้องประสานออกมา​พร้อมกัน

" โอ๊ะ คนนี่! "
" แม่นก่อ ผีหรือเปล่า ไผ​จะมานอนอยู่​ตรงนั้น​ " เด็กชายร้องโวยวาย ​แต่ตาก็ยังจ้องเขม็ง​ไป​ที่โขดหิน

คน​ที่​เป็นผู้ใหญ่กว่ามองซ้ายมองขวาแล้ว​มองกลับ​ไปกลับมา ​ระหว่างชายฝั่ง​ที่ยืนอยู่​​กับโขดหิน​ที่อยู่​กลางลำน้ำราว​กับ​จะกะระยะ ทาง เท้า​ที่อยู่​ในบู๊ตยางครึ่งน่องเริ่มก้าวลง​ไปในน้ำตื้น


เด็กชายยึดมืออีกฝ่าย​เอาไว้ ร้องถามอย่างตระหนกว่า "​จะ​ไปไหน ​ถ้า​เป็นคน​เขาอาจ​จะตายแล้ว​ก็​ได้เน้อ ​ถ้าตายแล้ว​ก็​ต้อง​เป็นผีสิ อย่าลง​ไปเลย​นะ "
" เด็กบ้า ผีมี​ที่ไหนกันล่ะ เรา​ต้องลง​ไปดูก่อนซิว่า​เขาตายหรือยัง อาจ​จะแค่สลบ​ไปเท่านั้น​ก็​ได้ "
" ไม่​เอา เฮาบ่​ไปดอก คุณหนูก็อย่า​ไป "
" ตรงนี้น้ำลึกไหม แกคงรู้สินะ แอบมาเ​ที่ยวแถวนี้บ่อยๆ​นี่ "

เด็กชายไม่ตอบ ​เขาหันรีหันขวาง ก้าวเท้าออกเดิน​ไปตามน้ำสองสามก้าว แล้ว​เปลี่ยนใจก้าวกลับขึ้น​มาบนฝั่ง " คุณหนูรอก่อนนะ ผม​จะ​ไปหาไม้ " ​เขาร้องสั่งแล้ว​วิ่งปราดลัดเลาะ​ไปบนพื้นดินเฉอะแฉะ​ที่มีต้นไม้ใหญ่น้อย ขึ้น​ระเกะระกะ ขณะนั้น​ท้องฟ้าสว่างขึ้น​กว่าเดิม ​แต่ก็ยังมีเมฆหมอกอยู่​มากพอ​ที่​จะเดา​ได้ไม่ยากว่าฝนอาจ​จะเทลงมาอีก​ เมื่อไรก็​ได้ ​เขากลับมาภายในสามนาที​พร้อมไม้ไผ่ท่อนยาว ​ใช้มีดเดินป่า​ที่ชอบพกติดตัวเสมอออกมาตัดแบ่งไม้ออก​เป็นสองท่อนขนาดใกล้ เคียงกัน แล้ว​ส่งท่อนหนึ่ง​ให้ ‘คุณหนู’

" ​ใช้ไม้นี่หยั่งดูว่าตรงไหนน้ำลึกหรือตื้นแค่ไหน แล้ว​ค่อยๆ​ก้าว " ​เขาสอนราว​กับ​เป็นผู้ปกครองของอีกฝ่าย " เดินตามผมมาดีกว่า น้ำแถวนี้ไม่ลึกหรอกฮะ ​แต่คุณหนูก็​ต้องระวัง "

เด็กชายก้าวลง​ไปในน้ำ ​ใช้ไม้ในมือแหย่ลง​ไปจนถึงพื้นทราย​เพื่อหาระดับ​ความลึกของน้ำ แล้ว​โหย่งตัวก้าว​ไปทีละก้าวทีละก้าว​โดยมีคุณหนูก้าวตาม​ไปติดๆ​ ในไม่ช้าคน​ทั้งสองก็มาถึงโขดหินกลางน้ำ ตรงนั้น​มีร่างของมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง​นอนคว่ำหน้าอยู่​ ร่างกายท่อนล่างตั้งแต่เอวลง​ไปทอดอยู่​ในน้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน​ไปด้วยคราบเลือด ​ซึ่ง​แม้​จะเจือจางลง​ไปบ้างแล้ว​จากการชะล้างของสายน้ำ ​แต่ก็ยังมองออกว่า​เป็นคราบเลือด แขน​ทั้งสองข้างของ​เขา​ซึ่งอยู่​ในเสื้อยืดแขนสั้นวางพาดเลย​ศีรษะ​ไปพัก อยู่​​กับแง่หิน คน​ทั้งสองมองร่างของมนุษย์ผู้ชายคนนั้น​แล้ว​หันมาจ้องตากันอย่างประหวั่นพรั่นพรึง


" กลับเถอะฮะ คุณหนู " เสียงของเด็กชายกระเส่าอย่างหวาดกลัว " เปิ้นคงตายแล้ว​แหงๆ​ ผมกลัว"
คุณหนู​ซึ่งก็มีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงพอๆ​กันเงียบ​ไปชั่วขณะ​แต่แล้ว​ก็ ตัดสินใจ " ช่วยกันพลิกตัว​เขาหน่อย​ ​จะ​ได้รู้ว่า​เขามีบาดแผลตรงไหนบ้าง สงสัย​จะกระแทกโขดหินมาตามทาง ไม่รู้ว่ายังหายใจอยู่​หรือเปล่า "


เด็กชายทำท่าอิดเอื้อน ​แต่แล้ว​ก็ยอมทำตามอย่างไม่เต็มใจนัก หลังจากทุลักทุเลกันอยู่​พักใหญ่ คน​ทั้งสองก็​สามารถพลิกร่างกำยำล่ำสันของคนผู้นั้น​ให้นอนหงาย​ได้สำเร็จ ​เขา​เป็นชายหนุ่มผิวขาวอายุประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดปี หน้า​ซึ่งรก​ไปด้วยหนวดเคราราว​กับไม่​ได้เจอมีดโกนมานานหลายวันขาวซีดราว​ กับปราศจากโลหิต ดวงตาปิดสนิทเห็น​แต่ขนตาดกหนา​เป็นแพ​แต่สั้น​ที่ทาบลงบนแก้ม คิ้วหนา​และยาวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำขมวดมุ่นราว​กับอยู่​ใน​ความรู้สึกเจ็บปวด


คุณหนู​ใช้มืออัง​ที่จมูกของ​เขา สัมผัส​ได้ถึงลมหายใจ​ที่บางเบาราว​กับ​จะขาดลง​ไป ในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง​ เท่านั้น​ยังไม่พอ เธอก้มตัว​ใช้หูแนบลง​ไปบนแผ่นอก​ที่ซ่อนอยู่​ในเสื้อยืดสีขาว​ซึ่งขณะนี้ ขาดวิ่น​และเปลี่ยนสี​ไปแล้ว​ ​ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ​ที่ช้า​และแผ่วเบา ตลอดเวลาดังกล่าวเด็กชาย​ซึ่งถอยลง​ไปยืนแช่อยู่​ในน้ำ ​พร้อม​ที่​จะเผ่นออกจากตรงนั้น​​ได้ทุก​เมื่อ เบิ่งตาเล็กเรียวมองชายหนุ่มผู้นั้น​​และคุณหนูของ​เขาสลับกัน​ไป


" เปิ้นตายหรือยังฮะ คุณหนู " ใน​ที่สุด​เขาก็ส่งเสียงถามออกมา
" ยังหรอก ​แต่ก็คงจวนเต็มทีแล้ว​ " เธอตอบ ​ใช้สายตาสำรวจ​ไปตามร่างกาย​ส่วน​ที่อยู่​เหนือน้ำชายผู้นั้น​ ​ซึ่งมีบาดแผลเล็กๆ​น้อยๆ​ รอยฟกช้ำดำเขียว​และรอยขูดข่วนเต็ม​ไปหมด

เด็กชายเริ่มขมีขมันเข้ามาช่วยหลังจากแน่ใจแล้ว​ว่า​เขายังไม่ตาย ไม่​ได้​เป็นศพหรือผีอย่าง​ที่​เขากลัว มือเล็กๆ​แหย่ลง​ไปในบริเวณด้านข้างของเสื้อ ​ซึ่งมีรอยฉีกขาดเหมือนโดนของมีคม แล้ว​สะดุ้งโหยงชักมือออกแทบไม่ทัน

" โอ๊ยโหย่ ! อะไร​กันเนี่ย " ว่าแล้ว​​เขาก็เลิกชายเสื้อของชายผู้นั้น​ขึ้น​ เปิดให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะใต้ชายโครง ​ที่มีคราบเลือดเกรอะกรังจับตัวกัน​เป็นก้อนปิดปากแผลอยู่​ คุณหนูมองตามมือ​เขา หน้าของเธอซีดเผือด
" สงสัยเปิ้น​จะถูก​ใครแทงมา " เด็กชายตั้งข้อสังเกต
" ทำไงดีล่ะ กร "

เห็นคุณหนูทำหน้าเหมือนคิดอะไร​ไม่ออกเด็กชายก็เริ่มทำท่า​เป็นผู้ใหญ่ขึ้น​ มาทันที ​เขาชอบนักละเวลา​ที่คุณหนูทำอะไร​ไม่ถูก ​ต้องขอ​ความช่วยเหลือจาก​เขาน่ะ ​เขากระโดดขึ้น​​ไปบนโขดหินก้อน​ที่อยู่​สูงขึ้น​​ไปแล้ว​ออกคำสั่ง​กับเธอ ว่า

"เรา​ต้องช่วยพา​เขาออก​ไปจากโขดหินนี่ก่อน คุณหนูยกหัว​เขาขึ้น​ จับตัว​เขาให้นั่งแล้ว​เราก็ช่วยกันพยุง​เขาคนละข้าง​ไป​ที่ชายฝั่ง " ​เขามองกลับ​ไป​ที่ชายฝั่ง​ซึ่งอยู่​ห่างออก​ไปไม่ไกลนัก
คุณหนูทำท่าถอดใจ " ไหวเหรอ ตัว​เขาใหญ่ขนาดนี้ ​ใคร​จะแบกไหวล่ะ "
" ไม่​ได้แบกนี่ เรา​จะพยุง​เขา​ไป ​ถ้าจำ​เป็นก็​ต้องลาก​เขา​ไป "
" มีหวังตายเสียก่อนถึงฝั่งละมัง " คุณหนูว่า "ดีไม่ดีแผลเกิดฉีกเลือดไหลหมดตัวล่ะ "

เด็กชายกรทำหน้าเบื่อหน่าย เฮอะ..ผู้หญิง กลัว​ไปเสียหมด ไม่ยักทำเก่งเหมือนเก่าเลย​ ​เขาย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นหิน สอดแขนเข้า​ไปใต้ต้นคอของชายแปลกหน้า พยายามยกศีรษะของ​เขาขึ้น​ ในขณะ​ที่คุณหนูเข้าช่วยประคองร่างกาย​ส่วนบนของ​เขาให้ยืดตรง ​แต่ตัวของ​เขาก็อ่อนปวกเปียก ​เมื่อเด็กชายปล่อยมือศีรษะของ​เขาก็ซวนซบลงอิงอยู่​​กับบ่าของคุณหนู

" ลองยกขา​เขาดูซิ กร เผื่อ​เขา​จะพอยืน​ได้บ้าง เรา​จะ​ได้พยุง​เขาข้ามน้ำ​ไป​ได้ง่ายขึ้น​ "


คุณหนูสั่งขณะ​ที่โอบแขนของเธอ​ไปรอบเอวของชายผู้นั้น​​เพื่อรั้ง​เขาไว้ไม่ ให้นอนลง​ไป ​เมื่อเด็กชายยกขาในกางเกงขายาวสีดำขาดกระรุ่งกระริ่งขึ้น​สูงให้พ้นจากน้ำ ก็พบว่าขาข้างขวาของ​เขาบวมเป่งเขียวช้ำ คน​ทั้งสองช่วยกันพยุง​เขาคนละข้าง ค่อยๆ​กระเถิบตัวจากโขดหินลง​ไปในน้ำอย่างทุลักทุเล น้ำหนักตัวของชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ ทำให้ร่างแบบบาง​ทั้งสอง​ที่พยุง​เขาไว้คนละข้างซวนเซ​ไปมา​ระหว่างการท่อง น้ำ บางช่วงร่าง​ที่ช่วยตัวเองไม่​ได้ของ​เขาลื่นไถลหลุดลง​ไปกองอยู่​ในน้ำ ทำให้ผู้ช่วย​ทั้งสอง​ต้องตะลีตะลานช่วยกันดึงตัว​เขาให้ยืนขึ้น​มาอีก โชคดี​ที่แถวนั้น​มีโขดหินเล็กๆ​​ที่ช่วยปะทะกระแสน้ำ​เอาไว้​ได้บ้าง ทำให้ร่างของคน​ทั้งสามไม่ถูกกระแสน้ำพัดพา​ไป


แล้ว​ใน​ที่สุด หลังการลากจูงกัน​ไปในน้ำ​ที่เนิ่นนานใน​ความรู้สึกของเด็กชาย​และคุณหนู คน​ทั้งสามก็มาถึงชายฝั่ง กร​ซึ่งเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ​ปล่อยมือจากชายหนุ่ม ทำให้น้ำหนักตัวของ​เขาเท​ไป​ที่คุณหนูเต็ม​ที่ แล้ว​เลย​ล้มลง​ไปด้วยกันบนพื้นดินปนทราย คุณหนูผลักร่างของชายแปลกหน้า​ที่ทับอยู่​บนตัวเธอออก​ไป ผวาลุกขึ้น​นั่งส่งสายตาเขียวปัด​ไป​ที่เด็กชายแล้ว​แผดเสียงลั่นอย่างโกรธจัด

"เด็กบ้า! ปล่อย​เขา​ได้ยังไง ไม่มี​ความคิด ! "


เด็กชายกร ​ซึ่งขณะนั้น​กระโดดห่างออก​ไปจากระยะ​ที่เธอ​จะเอื้อมถึงแล้ว​ ค้อนขวับ​แต่ไม่กล้าเถียง ​เพราะรู้ฤทธิ์เดชของเธอดีว่ามือเรียวๆ​ขาวๆ​ของเธอนั้น​ คว้าหมับเข้า​ที่ตรงไหนตรงนั้น​ก็​จะเขียวปัดขึ้น​มาทันที หลังจากนั่งพักเหนื่อยกันชั่วครู่คน​ทั้งสองก็ทุลักทุเลช่วยกันกึ่งลากกึ่ง พยุงพาร่างของชายหนุ่มขึ้น​​ไปบนรถจิ๊ป​ได้สำเร็จ ร่างของ​เขาถูกส่งเข้า​ไปนอนราบอยู่​บนเบาะรถด้านหลัง เด็กชายค้น​ได้ผ้าห่มเก่าๆ​ ​ที่ซุกอยู่​มุมหนึ่ง​ของรถแล้ว​โปะมันลง​ไปบนร่าง​ซึ่งเย็นเฉียบ​และซีดขาว ยิ่งกว่าเก่า


​เขายังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนเดิมราว​กับว่าวิญญาณ​ได้หลุดลอยออกจากร่าง ​ไปแล้ว​ คุณหนูเข้าประจำ​ที่คนขับ ในขณะ​ที่กรกระโดดลงจากด้านหลัง ​เพื่อเข้า​ไปนั่งคู่​กับเธอ​ที่ด้านหน้ารถเหมือนขามา ​แต่เธอสั่งว่า  "​ไปนั่ง​กับ​เขาข้างหลังโน่น ​เอาหัว​เขาหนุนตักแกไว้"


เด็กชายทำท่าว่า​จะปีนกลับขึ้น​​ไปบนรถตามคำสั่ง ​แต่แล้ว​ก็ชะงักกึกวิ่งกลับ​ไป​ที่ลำธาร คว้าถังพลาสติก​ที่หล่นอยู่​แถวนั้น​ จ้วงน้ำมา​ได้ครึ่งถังแล้ว​ห้อแน่บกลับมา​ที่รถ ปีนขึ้น​​ไปด้านหลัง ยกศรีษะของชายแปลกหน้าขึ้น​วางบนตักเล็กๆ​ของ​เขา ​ใช้สองมือประคองให้อยู่​​กับ​ที่ ​และก็​เป็นตอนนั้น​นั่นเอง​ที่​เขาสังเกตเห็นแผลเหวอะหวะอีกแผลหนึ่ง​ ใต้แนวผมใกล้กกหูของชายผู้นั้น​

" โอ๊ย ตรงหัวนี่ก็มีแผลด้วย ! " ​เขาโวยวายออกมา
" มีเลือดออกหรือเปล่า" คนขับหันมาถามอย่างละล้าละลัง
กรก้มลงมองบริเวณบาดแผล ​ซึ่งปากแผลมีเลือดแห้งๆ​เกรอะกรัง " มี​แต่เลือดแห้งๆ​ "
" ​เอาละ รีบกลับบ้านกันเถอะ เราคงทำ​ได้แค่นี้แหละ​ " คุณหนูเริ่มปลง
" คุณหนูฮะ นี่​ถ้าเราไม่มาตักน้ำ​ที่นี่ก็คงไม่มี​ใครเห็น​เขา ​เพราะ​ที่ตรงนี้ไม่ค่อยมี​ใครมา แล้ว​​เขาก็คง​ต้องตายแหงแก๋​เป็นผีเฝ้าลำธาร เรา​เป็นฮีโร่ของ​เขาใช่ไหมฮะ "


คุณหนูสะบัดหน้าพรืด​กับคำพูดเพ้อเจ้อของ​เขา เธอเริ่มโมโหตัวเอง​ที่หลงเชื่อคำกล่อมของกร จนถึง​กับยอมขับรถพา​เขามาถึงลำธารแห่งนี้ ​เพื่อหาน้ำบ้าบออะไร​ก็ไม่รู้​ไปเลี้ยงไก่ชนสองตัวของ​เขา ​โดย​เขาอ้างว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านใกล้ๆ​บอกว่า​ถ้านำน้ำจากลำธาร แห่งนี้​ไปอาบ​และให้ไก่กิน มัน​จะแข็งแรง​และต่อสู้​ได้เก่งขึ้น​ เธอเดือดดาล​ที่หลงเชื่อคำพูดของ​เขาจนพากันมาถึงนี่ จน​ต้องมาพบ​และช่วยเหลือชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างลำบากยากเย็น


แล้ว​คุณหนูก็ออกรถอย่างกระแทกกระทั้นจนร่างสองร่าง​ที่อยู่​ด้านหลังเซ กรูดๆ​ หน้าผากของกรกระแทกเข้า​กับเก้าอี้ข้างคนขับ ในขณะ​ที่ศรีษะของชายแปลกหน้าลื่นหลุดจากตักลง​ไป​ที่พื้นรถ เด็กชายรีบกุลีกุจอยกศรีษะของ​เขาให้ขึ้น​มาซบอยู่​บนตักอีกครั้งหนึ่ง​ เลือด​ที่แผลบนศรีษะเริ่มซึมออกมาอีก คง​เป็น​เพราะแรงกระแทก​เมื่อตะกี้ รถจิ๊ปเริ่มไต่เนินกลับขึ้น​​ไป​พร้อมๆ​​กับฝน​ที่หยุด​ไปนานแล้ว​เริ่มตก โปรยปรายลงมาอีกครั้งหนึ่ง​


อีกกว่าหนึ่ง​ชั่วโมง​ต่อมา หลังจากไต่ขึ้น​ๆ​ลงๆ​​ไปมาตามลาด​เขาเตี้ยๆ​วกวนจนมาถึงไหล่​เขาสุดท้าย​ ที่ลาดชันยกสูงขึ้น​​ไปในอากาศ จิ๊ปสับปะรังเคคันนั้น​ก็เริ่มเลี้ยวเข้าทางแยกเล็กๆ​​ที่​เป็นดินสีแดงปน ทราย บุกสวบสาบ​ไปตามทางแคบๆ​เลียบกำแพงคอนกรีตเก่าๆ​สูงทมึน​ที่คดเคี้ยว​ไปมาจน ถึงประตูบานใหญ่​ทั้งกว้าง​และสูง ​ที่ทำจากท่อนซุงเรียงรายในแนวนอน ประตูบานนี้​ใช้​เป็นทางเข้าออกสำหรับผู้​ที่พักอาศัยอยู่​ในตึกใหญ่เท่า นั้น​ ​ส่วนพวกคนงาน​และผู้​ที่มาติดต่อทำธุระ​กับโรงบ่มใบยา ไร่ยาสูบหรือเรื่อง​อื่นๆ​ มีทางเข้าออกต่างหาก​ซึ่งอยู่​ห่างออก​ไปอีกด้านหนึ่ง​ไม่เกี่ยวข้องกัน


คนขับบีบแตรรถสองสามที แล้ว​เพียงครู่เดียวประตูบานหนาหนักนั้น​ก็เปิดออก คุณหนูพารถแล่นเข้า​ไปตามถนนปูน​ที่นำ​ไปสู่ลานกว้างปูลาดด้วยหินก้อนแบนๆ​ สีส้ม ​ที่สีสันของมันเริ่มจางลงจากสีส้มแสดเจิดจ้ามา​เป็นส้มอ่อนๆ​ปนเขียว จากตะไคร่​ที่เกาะติดอยู่​ห่างๆ​ตามรอยต่อของหิน ต่อจากลานหินกว้างใหญ่นี้มีบันไดหินกว้างยาวห้าขั้น​ที่นำ​ไปสู่ทางเดินปู ด้วยหินชนิดเดียวกัน สองข้างทางเต็ม​ไปด้วยต้นไม้ใหญ่หนาทึบสูงเยี่ยมเทียมเมฆ มี​ทั้ง สัก เต็ง รัง ไทร ต้นตะแบก​ซึ่ง​กำลังออกดอกสีม่วงหวานพราวเต็มต้น ต้นคูณ​ที่ดอกสีเหลืองสดสว่างไสวของมัน ชูช่ออรชรห้อยย้อย​เป็นพวงลงมาเกือบระดิน ต้นกาสะลอง​ซึ่งมีเถาเล็บมือนางอาศัยเลื้อยพัน ออกดอกสีชมพูปนขาว​และแดงงดงามส่งกลิ่นหอมตระหลบ ต้นแคแสดดอกสีสดใสเจิดจ้าตัด​กับท้องฟ้า​ที่ยังมัวสลัว​เพราะเมฆฝน ต้นก้ามปูหรือจามจุรี​ที่เต็ม​ไปด้วยดอกสีชมพูอ่อนหวาน ตามคาคบของต้นไม้เหล่านี้มีกล้วยไม้ป่าสีต่างๆ​โผล่หน้าชูช่ออรชรออกมา บนพื้นดินริมทางเดินเต็ม​ไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสี​และดอกหญ้า​ซึ่งขึ้น​แทรก อยู่​​เป็นกลุ่มๆ​


ทันที​ที่รถจอดสนิท​และคุณหนูกระโดดลงมา บริวารสี่ห้าคน​ที่ยืนเตร่อยู่​แถวนั้น​ก็วิ่งปราดเข้ามา " คุณหนู​ไปไหน​แต่เช้า​ครับ​ ท่านถามหาอยู่​ "

หนานคำ คนสนิทของบิดาเธอเข้ามายืนค้อมกายไต่ถาม ​เมื่อเห็นกรอยู่​ในรถด้วย​เขาก็ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ​ " คุณกรพาคุณหนู​ไปไหน​แต่เช้า​ คนทางบ้านไม่มี​ใครรู้เรื่อง​เลย​ "
กร​ซึ่งยังประคองศรีษะของชายแปลกหน้าอยู่​ ทำปากยื่น "​ใครบอก คุณหนูให้เรา​ไป​เป็น​เพื่อนตังหาก "

คุณหนูไม่สนใจว่าเด็กชาย​จะแก้ตัว​กับหนานคำว่าอย่างไร ตอนนี้เธอร้อนใจ​ใคร่ปลดภาระ​ความรับผิดชอบต่อคนแปลกหน้า ​ที่เธอเสนอตัว​ไปช่วย​เขาออก​ไปเสียที เธอร้องสั่งหนานคำว่า "ช่วยพาคนเจ็บในรถขึ้น​​ไปบนบ้านก่อน คุณพ่อยังไม่​ได้ออก​ไปไหนใช่ไหม ฉัน​จะ​ไปเล่าให้ท่านฟังเอง "


คุณหนูก้าวผ่านบันไดหินห้าขั้น เดิน​ไปตามทางเดิน ​ซึ่งค่อยๆ​ยกระดับสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​เหมือนขั้นบันได สุดทางเดิน​เป็นตึกหลังใหญ่ ​ที่ครึ่งล่าง​เมื่อมองจากภายนอกก่อด้วยอิฐดินเผา​เป็นก้อนๆ​สีน้ำตาลอม เหลือง ​ส่วนครึ่งบน​เป็นไม้สักทองตีประกบ​เป็นแผ่นๆ​สูงขึ้น​​ไปจนถึงหน้าจั่ว หลังคาตึก​ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องโมเนียแผ่นหนาหนักสีน้ำตาลเข้ม หักมุมยักเยื้อง​ไปมาตามรูปทรงของตึกดูสลับซับซ้อน​แต่สวยงาม ตึกหลังนั้น​มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่​บนเนินสูง รอบตัวบ้านเต็ม​ไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ ก่อนถึงประตูเข้าบ้านมีระเบียงกว้างปูด้วยหินแกรนิตแผ่นใหญ่สีน้ำตาลอ่อน​ เป็นมันวับ

หญิงสาวก้าวผ่านประตูหน้าบ้าน​ซึ่ง​เป็นบานไม้สักทองสิบสองบานแบบโบราณ ​ที่ขณะนี้เปิดกว้างอยู่​ ​โดย​ที่บานประตูข้างละหกบานถูกผลัก​ไปพับซ้อนกันไว้คนละข้าง เดินเข้า​ไปในห้องแรก​ซึ่ง​เป็นโถงกลางกว้างใหญ่ กรุทุกด้านด้วยแผ่นกระจกใส ม่านเนื้อหนักหนามันระยับสีครีมอ่อนเกือบขาว​ที่กรุอยู่​​โดยรอบขณะนี้รูด เปิดหมดทุกด้าน เครื่องตกแต่งทุกชิ้นในห้อง​เป็นแบบล้านนา​ทั้งหมด ​ทั้งชุดเก้าอี้ไม้สักทองสลักเสลาลวดลายวิจิตรพิศดาร​ที่ตั้งอยู่​กลางห้อง โต๊ะ ตู้ ตั่ง ขนาดใหญ่​ที่รายล้อมอยู่​รอบห้องก็ล้วนแล้ว​​แต่สวยขรึมอลังการ ฉากสามตอนขนาดใหญ่​ที่ตัวกรอบทำจากไม้สัก ตัวฉาก​แต่ละตอน​เป็นรูปวาดแบบศิลปะล้านนา ​ที่ลงรักปิดทองอย่างประณีตงดงาม มุมหนึ่ง​ของห้องมีแจกันรูปขวดใบสูงเท่าเอว มีดอกเอื้องช่อยาวๆ​หลากสีปักประดับอยู่​ นาฬิกาโบราณทรงสูงตั้งอยู่​อีกมุมหนึ่ง​ ส่งเสียงตึก ตึก ตึก ​เมื่อเข็มนาฬิกาค่อยๆ​เคลื่อน​ที่​ไป

คุณหนูเดินผ่านห้องโถงกลาง​ไปตามทางเดินแคบๆ​ ​ซึ่งสองข้างมีห้องหลายห้องเรียงรายอยู่​ เดิน​ไปจนสุดทางแล้ว​ลงบันไดเตี้ยๆ​​ไปยังทางเดิน​ที่ปูด้วยหินแผ่นใหญ่​ที่ นำ​ไปสู่สนามหญ้า​ที่มีหญ้าสีเขียวขจี รอบสนามเต็ม​ไปด้วยไม้ดอกสีสดใสหลากสีหลายพันธ์ ​ที่มีมาก​ที่สุด​คือกุหลาบเลื้อยต้นอวบสูงออกดอกสะพรั่งเต็มต้น กุหลาบพันธ์พื้นเมือง​ที่ปลูก​เป็นกอสลับสี ออกดอกใหญ่ขนาดจานข้าวใบย่อมๆ​ ​เพราะอากาศ​ที่เย็นจัด​และการดูแลอย่างดี บิดาของเธอเคยเล่าให้ฟังว่ากุหลาบพันธ์ดีพวกนี้​เป็นกุหลาบเก่าแก่​ที่มารดา ของเธอปลูกไว้ ​และ​เป็น​ที่​ที่บิดาของเธอ​จะมาชื่นชม​กับ​ความงามของมันทุกวัน​ถ้าอยู่​ บ้าน กุหลาบทุกดอก​จะถูกตัดออกจากต้นต่อ​เมื่อมันเริ่มโรยราแล้ว​เท่านั้น​ คุณหนูพบบิดาของเธอ​กำลังยืน​เอามือไขว้หลัง พิจารณากุหลาบดอกหนึ่ง​บนเถากุหลาบเลื้อย

เจ้าของอาณาจักรเวียงพุกาม​ซึ่ง​เป็นบิดาของเธอ อยู่​ในชุดเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน​และกางเกง​ที่มีลักษณะคล้ายกางเกงชาวเลสี เดียวกัน มีผ้าขาวม้าพาดอยู่​บนไหล่ ​เขาหันมามอง​เมื่อเธอเดินเข้า​ไปใกล้ ​เขา​เป็นชายร่างสูงใหญ่ในวัยหกสิบกลางๆ​ ผิวสองสีออก​ไปทางเหลือง กรามใหญ่ คิ้วดก​และตาคมเฉียบ​ที่มีลักษณะดุ​และทรงอำนาจ

"คุณท่านคะ​ คุณหนูมาแล้ว​ค่ะ​ " เธอรายงานตัว รู้ว่าตอนนี้​ต้องอ้อน​เขาบ้าง​เพราะมีเรื่อง​กวนใจมาให้แก้ ​และการอ้อน​ที่​จะทำให้​เขาอารมณ์ดี​ได้ ก็​คือการ​ใช้สรรพนามแบบนี้แหละ​

คุณดนัยเงยหน้าขึ้น​มองธิดา ​แม้​กำลังอยู่​ในอารมณ์ขุ่นมัว ​ที่เธอหายออก​ไปจากบ้านในยามเช้า​ตรู่​โดยไม่บอกไม่กล่าว​ใคร ​แต่​ความรักอย่างลึกซึ้งต่อเลือดเนื้อเชื้อไข​ที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ ก็ยังแสดงออกมาจากสายตา​ที่เพ่งมองเธอ

" แล้ว​เช้า​นี้​ไปไหนมาล่ะ พ่อตื่นมาก็ไม่เจอลูกแล้ว​ ไอ้เจ้ากรมันคงมาชักชวนล่ะสิท่า ไม่ไหวแล้ว​ สงสัย​ต้องส่งมัน​ไปเข้าโรงเรียนประจำ ​ที่กรุงเทพฯเสียแล้ว​ละ "
" คุณหนู " หรือ ทิพย์สุรางค์เดินเข้า​ไปกอดแขนบิดา รั้ง​เขาให้เดิน​ไปนั่ง​ที่เก้าอี้สนามตัว​ที่อยู่​ใกล้​ที่สุด ​เมื่อนั่งลงด้วยกันเรียบร้อย​แล้ว​เธอก็บอก​เขาว่า " คุณหนูมีอะไร​​จะบอกค่ะ​ "

" อะไร​หรือ " ​เขาถามพลางมองธิดาอย่างพินิจพิจารณา แล้ว​ก็ขมวดคิ้ว "เดี๋ยวก่อน ทำไมเลอะเทอะยังงี้ล่ะ แล้ว​ไอ้เสื้อกางเกงชุดนี้น่ะ พ่อบอกให้ทิ้ง​ไปตั้งนานแล้ว​ไม่ใช่หรือ ทำไมยังใส่อยู่​​ได้ เดี๋ยวคง​ต้องเรียกนังบัวศรีมาชำระ​ความเสียแล้ว​ "

นังบัวศรีของคุณพ่อหรือแม่บัวศรีของเธอ เคย​เป็นต้นห้องคนสนิทของมารดาเธอ ​ได้รับมอบหมายจากคุณดนัยให้ดูแลเธอ มาตั้งแต่อายุสามขวบ หลังจาก​ที่มารดาเสียชีวิต แม่บัวศรีคนนี้แหละ​ ​ที่ทำให้คุณหนูเรียกบิดาว่า "คุณท่าน" ​และเรียกตัวเองว่า "คุณหนู" ​เพราะ​ได้ยินแม่บัวศรีเรียกบิดาของเธออย่างนั้น​​และเรียกเธอว่า "คุณหนู" เธอจึงเรียกตามมาตลอด​และกลาย​เป็นคุณหนูของคน​ทั้งในบ้าน​และคนงานทุกคน ในไร่​และโรงงาน ไม่เว้น​แม้​แต่เด็กชายกร ไม่ว่าเธอ​จะอายุสามขวบหรือยี่สิบสามขวบ เธอก็ยัง​เป็น "คุณหนู" อยู่​เหมือนเดิม

คุณหนูยิ้มหวานให้บิดา ยิ้มของเธอ​เป็นยิ้ม​ที่ทรงเสน่ห์ มันทำให้ดวงหน้า​ที่​กำลังมอมแมมอยู่​นั้น​สว่างกระจ่างใสขึ้น​มาทันที คุณดนัยเห็นแล้ว​ก็​ต้องกล้ำกลืน​ความกำสรด รอยยิ้มของทิพย์สุรางค์ถอดแบบมาจากมารดาของเธอไม่ผิดเพี้ยน ​เขารักเธอนักหนา ​แม้เธอ​จะจาก​ไปยี่สิบปีแล้ว​​เขาก็ไม่เคยคิด​ที่​จะหา​ใครมาแทน​ที่ ​ระหว่าง​เขา​กับเธอ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน​ระหว่างกัน

"พ่อขา ฟังเรื่อง​​ที่ลูก​จะเล่าก่อนนะคะ​ เรื่อง​อื่น​เอาไว้ทีหลัง เช้า​นี้คุณหนู​กับนายกร​ไป​ที่ลำธารใกล้ๆ​​กับเวียงพุกามของเรานี่แหละ​ แล้ว​ก็​ไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง​ นอนหมดสติใกล้ตายอยู่​บนโขดหินกลางน้ำ ​เขาคงถูก​ใครทำร้ายมา เราก็เลย​ช่วยกันพา​เขามา​ที่นี่ ให้พ่อ​ได้มีโอกาสช่วยเหลือ​เขาไงคะ​ "

เรื่อง​อะไร​เธอ​จะบอก​ความจริงว่าไอ้ลำธาร​ที่ว่านั่นน่ะ อยู่​ห่างจากบ้านมากกว่าหนึ่ง​ชั่วโมง​โดยทางรถ ดวงตาดำใหญ่คมปลาบจ้องมอง​เขาอย่างพยายามคาดคะ​เนอารมณ์

" ก็พ่อเคยสอนลูกไม่ใช่หรือคะ​ ว่า​ต้องช่วยเหลือคน​ที่ประสบเหตุเพทภัย หรือช่วยตัวเองไม่​ได้ให้พ้นอันตรายเสียก่อน แล้ว​ค่อยมาวิเคราะห์หาเหตุผลทีหลัง ​เพราะชีวิตคนสำคัญ​ที่สุด "

บิดาของเธอพูดไม่ออก ​เพราะ​เป็น​ความจริง​ที่​เขาคอยพร่ำสอนเธอให้​เป็นคนดี มีจิตเมตตาต่อ​เพื่อนร่วมโลก

"แล้ว​ลูก​ไป​ที่ลำธารนั่นทำไมล่ะ" แล้ว​​เขาก็ลุกขึ้น​ยืน "​เอาละ เดี๋ยวพ่อ​จะ​ไปดูหน่อย​ ​ใครคงพา​เขาขึ้น​มาบนบ้านแล้ว​ละ ไม่​ต้องวุ่นวายเรื่อง​นี้แล้ว​ ปล่อยให้หนานคำ​เป็นคนจัดการ "

 

 

edit @ 21 Jan 2012 12:29:46 by parkbeach